หวานๆ

วันอาทิตย์ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2554

โรคเอดส์

                                               โรคเอดส์ (HIV)

                              

                                          

โรคเอดส์

เอดส์ หรือ AIDS (Acquired Immuno Deficiency Syndrom) เป็นกลุ่มอาการของโรคที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสเอดส์ หรือ เอชไอวี (HIV - Human Immunodeficiency Syndrom) ซึ่งเป็นเชื้อที่สามารถอาศัยหรือทำให้เกิดโรคในคนเท่านั้น ไม่สามารถทำให้เกิดโรคในสัตว์อื่น โดยเชื้อดังกล่าวจะเข้าไปทำลายเม็ดเลือดขาวและเซลล์หลายชนิดในระบบภูมิคุ้มกัน ที่สำคัญคือ CD4 ทำให้ภูมิคุ้มกันบกพร่อง ร่างกายอ่อนแอ
ผู้ที่ได้รับเชื้อเอชไอวี ที่ยังมีจำนวนเซลล์ CD4 มากกว่า 200 เซลล์ ต่อลูกบาศก์มิลลิเมตร     จะมีอาการแสดงได้หลากหลาย ขึ้นกับระยะของโรค เช่น มีไข้ ปวดศีรษะ มีผื่น อ่อนเพลีย หรือแม้ว่าไม่มีอาการก็สามารถแพร่เชื้อสู่ผู้อื่นได้ ซึ่งเรียกว่าผู้ติดเชื้อเอชไอวี เมื่อภูมิคุ้มกันถูกทำลายมากขึ้น จนกระทั่ง CD4น้อยกว่า 200 เซลล์ ต่อลูกบาศก์มิลลิเมตร หรือมี Lymphpcytes เพียงร้อยละ 14 แล้ว จึงเรียกได้ว่า เป็นโรคเอดส์ หรือโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง ซึ่งในระยะนี้อาการจะรุนแรงขึ้น โดยมีเหงื่อออกกลางคืน มีไข้หนาวสั่น ไข้สูงเรื้อรัง ไอเรื้อรังและหายใจลำบาก ท้องร่วงเรื้อรัง ลิ้นเป็นฝ้าขาว ปวดศีรษะ ตามัว น้ำหนักลด อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย และจะเกิดโรคติดเชื้อฉวยโอกาสชนิดอื่นๆ ได้งายขึ้น เช่นวัณโรค ปอดบวม เยื้อหุ้มสมองอักเสบ มะเร็ง

การติดเชื้อ

เชื้อไวรัสเอดส์ พบมากที่สุดในน้ำเหลือง เนื้อเยื่อต่างๆ รองลงมา คือน้ำอสุจิ น้ำหลั่งในช่องคลอด และน้ำหลั่งต่างๆ ที่มีอยู่ในร่างกาย เช่นน้ำไขสันหลัง น้ำในช่องปอด น้ำในช่องท้อง น้ำในเนื้อเยื่อหัวใจ ส่วนน้ำลาย เสมหะ น้ำนม มีปริมาณไวรัสเอดส์น้อย และที่ไม่พบเชื้อดังกล่าวเลย คือ เหงื่อ ปัสสาวะ และอุจจาระ
ดังนั้น ไวรัสเอดส์จึงติดต่อโดยช่องทางสำคัญ 3 ช่องทาง ดังนี้
1. ทางเลือด
  • การใช้เข็มฉีดยาหรือกระบอกฉีดยาร่วมกับผู้ติดเชื้อเอดส์
    ซึ่งพบมากในกลุ่มผู้ติดยาเสพติด
  • การรับเลือดขณะผ่าตัด หรือขณะรักษาโรค
  • การแพร่เชื้อจากแม่สู่ลูกขณะตั้งครรภ์ และขณะคลอด
2. ทางน้ำหลั่ง (น้ำจากช่องคลอดหรือน้ำอสุจิ)
  • การมีเพศสัมพันธ์กับผู้ติดเชื้อเอดส์ โดยไม่ใช้ถุงยางอนามัย ไม่ว่าชายกับชาย ชายกับหญิง   หรือหญิงกับหญิง ทั้งช่องทางธรรมชาติ หรือไม่ธรรมชาติก็ตาม
3. ทางน้ำนม
  • การแพร่กระจายเชื้อจากแม่สู่ลูกหลังคลอด โดยผ่านทางน้ำนม                                                          

    อาการของโรคเอดส์

    อาการของโรคเอดส์ มี 2 ระยะ ดังนี้
    1.  ระยะไม่ปรากฏอาการ (Asymtomatic Stage)
    ผู้ติดเชื้อไม่มีอาการผิดปกติแต่อย่างใด สุขภาพแข็งแรงเหมือนคนปกติ เลือดจะให้ผลบวกหลังรับเชื้อประมาณ 6 สัปดาห์ ขึ้นไป ผู้ติดเชื้อส่วนมากอยู่ในระยะนี้ และไม่ทราบว่าตนเอดงติดเชื้อ
    2.  ระยะที่มีอาการ (Symtomatic)
    เป็นระยะที่เริ่มแสดงอาการภายหลังจากได้รับเชื้อเอดส์ประมาณ 7-8 ปี แบ่งย่อยเป็น 2 ระยะ คือ
    2.1  ระยะเริ่มปรากฏอาการ (Symtomatic HIV Infection)
    เดิมเรียกว่าเป็นระยะมีอาการสัมพันธ์กับเอดส์ หรือ ARC (AIDS - Related Complex) ระยะนี้ผู้ป่วยจะมีอาการอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือหลายอย่างรวมกัน เช่น
    • มีเชื้อราในปาก บริเวณกระพุ้งแก้มและเพดานปาก
    • ต่อมน้ำเหลืองโตที่บริเวณคอ รักแร้ ขาหนีบ
    • เป็นงูสวัด หรือแผลเริมชนิดลุกลาม
    • มีอาการเรื้อรังนานเกิน 1 เดือนโดยไม่ทราบสาเหตุ เช่น มีไข้ ท้องเสีย มีตุ่มคันบริเวณผิวหนัง น้ำหนักลด
    2.2  ระยะโรคเอดส์ (AIDS)
    ระยะนี้ ภูมิต้านทานของผู้ป่วยถูกทำลายไปมาก   ทำให้ติดโรคที่มักไม่เป็นในคนปกติ ที่เรียกว่า "โรคติดเชื้อฉวยโอกาส" ซึ่งมีหลายชนิด แล้วแต่ว่าจะติดเชื้อชนิดใดและเกิดที่ส่วนใดของร่างกาย

    เอดส์ป้องกันได้

    วิธีการที่จะช่วยป้องกันและหยุดยั้งการติดเชื้อเอดส์ คือ การปิดกั้นช่องทางการติดต่อโรค และปัจจัยเสี่ยงที่นำสู่โรค ได้แก่
    • การไม่มีเพศสัมพันธ์กับผู้ที่มีเชื้อเอดส์หรือป่วยเป็นเอดส์ หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ควรใช้ถุงยางอนามัยอย่างถูกวิธีทุกครั้ง
    • การไม่ใช้เข็มฉีดยาหรือของมีคมร่วมกับผู้อื่น ตลอดจนไม่ดื่มเหล้าและไม่ใช้สารเสพติด อันจะทำให้ขาดสติในการยับยั้งชั่งใจ และการป้องกันตัวเองจากโรคภัยต่างๆ
    • การตรวจเลือดและขอรับบริการปรึกษาเรื่องโรคเอดส์ก่อนแต่งงานและก่อนที่คิดจะมีบุตร
    • หลีกเลี่ยงการรับเลือดโดยไม่จำเป็น หากมีความจำเป็น ต้องเป็นเลือดที่ผ่านการทดสอบว่า ปราศจากเชื้อไวรัสเอดส์แล้วเท่านั้น
    อ้างอิงจาก www.kpo.moph.go.th  www.thai.cri.cn

วันจันทร์ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2554

การบำบัดด้วยอินฟราเรด

อ้างอิงจาก
www.google.com
www.chi-exercise.com
อินฟราเรดกับการบำบัดอาการปวดเมื่อยเรื้อรัง
ประสิทธิผลในการบรรเทาอาการเมื่อยล้า
คุณลักษณะพิเศษที่เป็นประโยชน์ที่สุดของเครื่องทำความร้อนด้วยรังสีอินฟราเรดระยะไกล คือสามารถใช้ในการขับของเสียออกจากร่างกายและเป็นการกระตุ้นเพื่อบรรเทาอาการเมื่อยล้าและความเครียดที่มีประสิทธิภาพ
อาการเมื่อยล้าอาจจะเป็นผลมาจากการอ่านหนังสือ ทำงาน กิจกรรมด้านจิตใจที่มากเกินไป การออกกำลังกาย หรือ การใช้สายตา อาการเมื่อยล้าบางชนิดจะมีเฉพาะในผู้หญิงเท่านั้น สาเหตุและขอบเขตของอาการเมื่อยล้าชนิดต่างๆก็แตกต่างกันไป
เครื่องทำความร้อนด้วยรังสีอินฟราเรดบรรเทาอาการเมื่อยล้าโดยขับกรดแลกติก กรดไขมันอิสระ คลอเรสเตอรอล และไขมันส่วนเกินใต้ผิวหนังออกจากร่างกายโดยผ่านเหงื่อและต่อมใต้ผิวหนัง ดังนั้นจึงทำให้ลดการทำงานของไตลงได้ ยิ่งไปกว่านั้น การมีส่วนเกี่ยวพันกับการขับเหงื่อจะปรับปรุงการทำงานของการไหลเวียนโลหิตและทำให้เลือด น้ำเหลืองและ ของเหลวอื่นมีคุณภาพมากขึ้น
เครื่องทำความร้อนด้วยรังสีอินฟราเรดระยะไกลจะเพิ่มกระบวนการสร้างและย่อยสลายในผิวหนังและทำให้ผิวหนังเปล่งปลั่ง อ่อนนุ่มและมีสุขภาพดี ในขณะเดียวกัน ผลจากความร้อนของเครื่องจะช่วยให้ร่างกายขับของเสียจากต่อมเหงื่อในร่างกายออกมาเป็นเหงื่อ  คุณลักษณะเหล่านี้ อธิบายได้ว่าทำไมเครื่องทำความร้อนด้วยรังสีอินฟราเรดระยะไกล ถึงมีประสิทธิภาพในการจัดการกับปัญหาต่างๆเช่น ปวดศีรษะ ไหล่ปวดและยึด และ ปวดหลัง
การบรรเทาอาการไหล่ยึดและอาการปวดหลัง
 
สภาวะหลายประการ สามารถเป็นสาเหตุของอาการปวดหลัง ในสาเหตุทั้งหลายสาเหตุที่ธรรมดาที่สุดคือ อาการเมื่อยล้าของกล้ามเนื้อ ปัญหาเกี่ยวกับระบบประสาทอัตโนมัติส่วนกลาง ข้อต่อเรียงตัวผิดรูปร่าง ข้อต่อเรียงตัวผิดรูปร่าง โรคร้ายในอวัยวะภายใน และ อาการผิดปกติของระบบการคัดหลั่งของต่อมไร้ท่อในร่างกาย
เครื่องฮอทเฮ้าส์ มีประสิทธิภาพในการรักษากล้ามเนื้อเมื่อยล้า และปัญหาของระบบประสาทอัตโนมัติ รังสีอินฟราเรดระยะไกลไม่เพียงให้ความร้อนจากแสง แต่ยังให้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ความสามารถของการแทรกซึมของรังสีที่สามารถเข้าลึกไปใต้ผิวหนังเพื่อขยายหลอดเลือด และกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด เมื่อการไหลเวียนของเลือดในกล้ามเนื้อเพิ่มขึ้น อาการตึงและปวดจะลดลงตามลำดับ เครื่องฮอทเฮ้าส์มีประสิทธิภาพในการรักษากล้ามเนื้อที่ปวดและเมื่อยล้าในผู้สูงอายุ
 
อาการของกล้ามเนื้อที่ปวดและเมื่อยล้าอันเป็นผลมาจากการมีอายุมากขึ้น บางคนรู้สึกปวดจากไหล่เท่านั้นขณะออกกำลังกาย ส่วนที่เหลือมีอาการปวดตลอดเวลา บางคนจะรู้สึกปวดบ่อยขณะนอนหลับในเวลากลางคืน ความสามารถในการแทรกซึมของรังสีอินฟราเรดระยะไกลสามารถส่งผ่านความร้อนลึกเข้าไปในข้อต่อและกระดูกใกล้เคียงบริเวณนั้น
 
การบรรเทาอาการเมื่อยล้าจากการออกกำลังกายและฟื้นฟูการทำงานของข้อต่อ
 
กิจกรรมกีฬาที่หนักหน่วงอาจจะทำลายความสมดุลภายในร่างกาย ทำให้เกิดอาการผิดปกติต่างๆ การบำบัดรักษาด้วยรังสีอินฟราเรดระยะไกล เป็นการบำบัดรักษาที่ดีสำหรั[การเล่นกีฬาที่ทำให้เกิดอาการเหล่านี้ เพราะมันสามารถรักษาและควบคุมอาการปวดที่เกี่ยวเนื่อง การบำบัดด้วยรังสีอินฟราเรดระยะไกลมีประสิทธิภาพโดยเฉพาะในการขับของเสียเช่น กรดแลกติก ปรับปรุงกระบวนการสร้างและย่อยสลาย และปรับปรุงระบบการไหลเวียนของเลือด นับว่าเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการบรรเทาอาการเมื่อยล้าจากการออกกำลังกายและฟื้นฟูการทำงานของข้อต่อ
 

Music Therapy

ดนตรีบำบัด (Music Therapy)
ดนตรี (Music)
                ดนตรี คือ  ลักษณะของเสียงที่ได้รับการจัดเรียบเรียงไว้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย  โดยมีแบบแผนและโครงสร้างชัดเจน  สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ 3 ด้านใหญ่ ๆ คือ เพื่อความสุนทรีย์, เพื่อการบำบัดรักษา และเพื่อการศึกษา

ดนตรี  มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย  จิตใจ  และการทำงานของสมองในหลาย ๆ ด้าน  จากการศึกษาวิจัยพบว่ามีผล ดังนี้
ผลของดนตรีต่อร่างกาย สามารถทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของ อัตราการหายใจ, อัตราการเต้นของชีพจร, ความดันโลหิต, การตอบสนองของม่านตา, ความตึงตัวของกล้ามเนื้อ และการไหลเวียนของเลือด
ผลของดนตรีต่อจิตใจและสมอง สามารถทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของ อารมณ์, สติสัมปชัญญะ, จินตนาการ, การรับรู้สภาพความเป็นจริง และการสื่อสารทางอวัจนะภาษา

องค์ประกอบต่าง ๆ ของดนตรี  ก็มีประโยชน์ที่แตกต่างกันไป เช่น

1.     จังหวะหรือลีลา (Rhythm)  ช่วยสร้างเสริมสมาธิ (Concentration)  และช่วยในการผ่อนคลาย (Relax)
2.     ระดับเสียง (Pitch)  เสียงในระดับต่ำ  และระดับสูงปานกลาง จะช่วยให้เกิดความรู้สึกสงบ
3.     ความดัง  (Volume / Intensity)  พบว่าเสียงที่เบานุ่ม  จะทำให้เกิดความสงบสุข  สบายใจ  ในขณะที่เสียงดัง  ทำให้เกิดการเกร็ง  กระตุก  ของกล้ามเนื้อได้   ความดังที่เหมาะสมจะช่วยสร้างระเบียบการควบคุมตนเองได้ดี  มีความสงบ  และเกิดสมาธิ
4.     ทำนองเพลง  (Melody)  ช่วยในการระบายความรู้สึกส่วนลึกของจิตใจ  ทำให้เกิดความริเริ่มสร้างสรรค์และลดความวิตกกังวล
5.     การประสานเสียง  (Harmony)  ช่วยในการวัดระดับอารมณ์ความรู้สึกได้โดยดูจากปฏิกิริยาที่แสดงออกมาเมื่อฟังเสียงประสานต่าง ๆ จากบทเพลง



ดนตรีบำบัดคืออะไร
ดนตรีบำบัด  (Music  Therapy)  คือศาสตร์ที่ว่าด้วย  การนำดนตรี  หรือองค์ประกอบอื่น ๆ ทางดนตรี  มาประยุกต์ใช้ เพื่อปรับเปลี่ยน  พัฒนา  และคงรักษาไว้ซึ่งสุขภาวะของร่างกาย  จิตใจ  อารมณ์  สังคม  โดยนักดนตรีบำบัดเป็นผู้ดำเนินการไปสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้  ผ่านทางกิจกรรมทางดนตรีต่าง ๆ อย่างมีรูปแบบโครงสร้างที่ชัดเจน  มีหลักเกณฑ์  และระเบียบวิธีทางวิทยาศาสตร์
เป้าหมายของดนตรีบำบัด  ไม่ได้เน้นที่ทักษะทางดนตรี  แต่เน้นในด้านพัฒนาการทางร่างกาย  จิตใจ  อารมณ์  สังคม  ขึ้นอยู่กับความจำเป็นของแต่ละบุคคลที่มารับการบำบัด  สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ในหลายบริบท  เช่น ด้านการศึกษา  ด้านการแพทย์ 

 ลักษณะเด่นของดนตรีบำบัด

                ดนตรีบำบัดมีลักษณะเด่นเฉพาะตัวหลายด้าน  ทำให้สามารถประยุกต์ใช้ได้ในทุกระดับอายุ  และหลากหลายปัญหา  ลักษณะเด่น ได้แก่

1.    ประยุกต์เข้ากับระดับความสามารถของบุคคลได้ง่าย

2.    กระตุ้นการทำงานของสมองได้หลายส่วน
3.    กระตุ้นและส่งเสริมพัฒนาการทุกด้าน
4.    ช่วยพัฒนาอารมณ์  จิตใจ
5.    เสริมสร้างทักษะทางสังคม และการสื่อสาร
6.    ให้การรับรู้ที่มีความหมาย  และความสนุกสนาน ไปพร้อมกัน
7.    ประสบความสำเร็จในการบำบัดได้ง่าย  เนื่องจากประยุกต์ใช้ได้ ทุกเพศ ทุกวัย ทุกระดับความสามารถ

 ประโยชน์ของดนตรีบำบัด

                ดนตรีบำบัดสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้หลากหลายรูปแบบ  ทั้งในเด็ก  วัยรุ่น  วัยผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ  ตามเป้าหมาย เพื่อตอบสนองความจำเป็นที่แตกต่างกันไป  ทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ  เช่น ปัญหาบกพร่องของพัฒนาการ  สติปัญญา และการเรียนรู้, โรคซึมเศร้า, โรคอัลไซเมอร์, ปัญหาการบาดเจ็บทางสมอง, ความพิการทางร่างกาย  อาการเจ็บปวด และภาวะอื่น ๆ
สำหรับบุคคลทั่วไป  ก็สามารถใช้ประโยชน์จากดนตรีบำบัดได้เช่นกัน  ช่วยในการผ่อนคลายความตึงเครียด  และในการออกกำลังกายเสริมสร้างสุขภาพ

ประโยชน์ของดนตรีบำบัดมีดังนี้

1.     ปรับสภาพจิตใจ  ให้อยู่ในสภาวะสมดุล  มีมุมมองในเชิงบวก
2.     ผ่อนคลายความตึงเครียด  ลดความวิตกกังวล  (Anxiety / Stress  Management)
3.     กระตุ้น  เสริมสร้าง และพัฒนาทักษะการเรียนรู้  และความจำ (Cognitive  Skill)
4.     กระตุ้นประสาทสัมผัสการรับรู้  (Perception)
5.     เสริมสร้างสมาธิ (Attention  Span)
6.     พัฒนาทักษะสังคม  (Social  Skill)
7.     พัฒนาทักษะการสื่อสารและการใช้ภาษา  (Communication and Language Skill)
8.     พัฒนาทักษะการเคลื่อนไหว  (Motor  Skill)
9.     ลดความตึงตัวของกล้ามเนื้อ  (Muscle Tension)
10.   ลดอาการเจ็บปวดจากสาเหตุต่าง ๆ  (Pain Management)
11.    ปรับลดพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม  (Behavior Modification)
12.    สร้างสัมพันธภาพที่ดีในการบำบัดรักษาต่าง ๆ  (Therapeutic  Alliance)
13.    ช่วยเสริมในกระบวนการบำบัดทางจิตเวช  ทั้งในด้านการประเมินความรู้สึก  สร้างเสริมอารมณ์เชิงบวก  การควบคุมตนเอง  การแก้ปมขัดแย้งต่าง ๆ และเสริมสร้างความเข้มแข็งของครอบครัว

โดยสรุปดนตรีบำบัด  มีประโยชน์หลากหลายขึ้นอยู่กับการนำไปใช้  เสริมสร้างสุขภาวะทาง

ร่างกาย  จิตใจ  อารมณ์  และสังคม  เสริมสร้างคุณภาพชีวิตที่ดี  โดยบูรณาการเข้ากับการรักษาอื่นๆ

กระบวนการและรูปแบบดนตรีบำบัด

                ในการทำดนตรีบำบัด  ไม่มีกระบวนการและรูปแบบที่ตายตัว  แต่จะต้องออกแบบการบำบัดรักษาให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคล  มีการวางแผนการบำบัดรายบุคคล  โดยมีขั้นตอนหลัก ๆ ดังนี้

1.       การประเมินผู้รับการบำบัดรักษา

-       ศึกษาข้อมูลประวัติส่วนตัว  และประวัติทางการแพทย์
-       ประเมินปัญหา  และเป้าหมายที่ต้องการบำบัด
-       ประเมินสุขภาวะ  ทางร่างกาย  จิตใจ อารมณ์  สังคม  และทักษะการคิด

2.       วางแผนการบำบัดรักษา

-     ออกแบบโปรแกรมที่เหมาะสมเป็นรายบุคคล และรายกลุ่ม  โดยยึดเป้าหมายเป็นสำคัญ
-     รูปแบบผสมผสาน  กระบวนการต่าง ๆ ทางดนตรี  เช่น ร้องเพลง  แต่งเพลง  ประสานเสียง  จินตนาการตาม  หรือลีลาประกอบ เป็นต้น

3.       ดำเนินการบำบัดรักษา

-     สร้างความสัมพันธ์ระหว่างผู้บำบัด กับผู้รับการบำบัด โดยใช้ดนตรีเป็นสื่อ
-     ทำดนตรีบำบัด  ร่วมกับการบำบัดรักษารูปแบบอื่น ๆ  แบบบูรณาการ

4.       ประเมินผลการบำบัดรักษา

-      ประเมินผลอย่างต่อเนื่อง  และปรับแผนการบำบัดให้เหมาะสม

 ดนตรีบำบัดในโรงพยาบาล

                ในโรงพยาบาลต่าง ๆ มีการนำดนตรีบำบัดมาร่วมบูรณาการเข้ากับการบำบัดรักษาอื่น ๆ  เพื่อเป้าหมายต่าง ๆ กัน ดังตัวอย่างเช่น
1.    กระตุ้น และส่งเสริมพัฒนาการด้านต่าง ๆ
2.    ช่วยเสริมการเคลื่อนไหวร่างกายในการฟื้นฟูสมรรถภาพ
3.    ลดพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ เช่น ก้าวร้าว  รุนแรง  อยู่ไม่นิ่ง ร่วมกับพฤติกรรมบำบัด และการบำบัดโดยใช้ยา
4.    ช่วยให้สงบ  และนอนหลับได้  ในผู้ที่มีความกลัว  ความเครียด ร่วมกับการปรับสิ่งแวดล้อม และการใช้ยา
5.    ปรับเปลี่ยนอารมณ์  ร่วมกับการใช้ยา และจิตบำบัดในโรคซึมเศร้า
6.    เสริมในกระบวนการบำบัดต่าง ๆ ทางจิตเวช
7.    ลดความเจ็บปวด  ร่วมกับการใช้ยาแก้ปวด

 ดนตรีบำบัดในโรงเรียน
                ในโรงเรียนมีการนำดนตรีบำบัดมาใช้ใน 2 ด้านใหญ่ ๆ คือ

1.   เสริมสร้างจุดแข็งในตัวเด็ก  ในทักษะด้านต่าง ๆ นอกเหนือจากทักษะทางดนตรี เช่น ทักษะการสื่อสาร  ทักษะการทำงานประสานสัมพันธ์กันของร่างกาย

2.   เสริมในแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล  (IEP -  Individualized Educational Program)  สำหรับเด็กที่มีความต้องการพิเศษ
      อ้างอิงจาก
www.google.com
www.chi-exercise
www.quietwrodz.wordpress.com

Enzyme Therapy

เอนไซม์บำบัด (Enzyme Therapy)
เอนไซม์คืออะไร
เอนไซม์เป็นสารกลุ่มโปรตีนที่ร่างกายได้รับจาการรับประทานอาหารและสร้างขึ้นเอง ซึ่งเอนไซม์เหล่านี้มีอยู่ก่อนที่ร่างกายจะมีปฏิกิริยาเคมีใดๆ เกิดขึ้น แม้กระทั่งวิตามิน แร่ธาตุ หรือฮอร์โมนก็ไม่สามารถทำงานได้หากไม่มีเอนไซม์ เอนไซม์มีขนาดเล็กมากจนไม่สามารถมองเห็นได้ ใช้กล้องจุลทรรศน์ที่มีกำลังขยายสูงสุดแล้วก็ตามเอนไซม์เป็นตัวเร่งปฏิกิริยา ซึ่งเป็นพลังแห่งการขับเคลื่อนที่ทำให้เราสามารถทำงานต่างๆ ได้อย่างมีสุขภาพดี หรือกล่าวได้ว่าเราไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้หากขาดเอนไซม์
แหล่งผลิตเอนไซม์
เอนไซม์ที่ใช้ในขบวนการเผาผลาญพลังงาน (Metabolize Enzyme) ทั้งหมดจะสร้างขึ้นในร่างกาย ซึ่งมีความสำคัญกับทุกขั้นตอนของการย่อยอาหารอายุที่มากขึ้นและความเครียดมีผลให้การสร้างเอนไซม์เหล่านี้ลดลง ส่วนเอนไซม์จากอาหาร (Food Enzyme) เช่น ผัก ผลไม้ จะคงความสามารถในการย่อยอาหารก็ต่อเมื่อยังไม่ผ่านการปรุงให้สุกเท่านั้น ที่มาอันมหัศจรรย์อีกแห่งของเอนไซม์ก็คือ เอนไซม์เสริมเพื่อช่วยย่อยอาหาร เอนไซม์เหล่านี้สกัดจากเอนไซม์ในพืช เนื่องจากการผลิตเอนไซม์ไม่สามารถทำเหมือนกับการสังเคราะห์วิตามินและแร่ธาตุ เราจึงต้องปลูกพืชแล้วผ่านนขบวนการสกัดในห้องปฏิบัติการ เอนไซม์อื่นๆ ที่บริโภคได้เป็นเอนไซม์จากสัตว์

เนื่องจากเอนไซม์จากพืชช่วยระบบย่อยอาหารได้ครบถ้วน และยังช่วยเสริมการทำงานของระบบต่อมไร้ท่อ จึงทำให้เอนไซม์กลุ่มนี้มีประโยชน์ต่อร่างกายมากกว่าเอนไซม์เสริมจากแหล่งอื่นๆ
ทำไมเราจึงต้องการเอนไซม์
80 เปอร์เซ็นต์ของพลังงานในร่างกายถูกใช้ไปในขบวนการย่อยอาหารหากคุณอ่อนเพลีย เครียด อยู่ในสภาวะอากาศที่ร้อนหรือเย็นจัด ตั้งครรภ์ เดินทางโดยเครื่องบินบ่อยๆ คุณจะต้องการเอนไซม์เสริมเป็นจำนวนมาก เนื่องจากกระบวนการทำงานทั้งหมดของร่างกายต้องอาศัยเอนไซม์ เราจึงต้องเสริมเอนไซม์ให้ร่างกาย อายุที่มากขึ้นเป็นสาเหตุของการผลิตเอนไซม์ที่ลดลงผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์กล่าวว่า โรคต่างๆ เกิดขึ้นจากการขาดแคลนหรือความไม่สมดุลของเอนไซม์ ดังนั้นเราทุกคนจึงไม่สามารถขาดเอนไซม์ได้
ชีวิตมีพลังด้วยธรรมชาติ
เอนไซม์ที่มหัศจรรย์เหล่านี้ทำหน้าที่สำคัญ 2 อย่าง คือ ย่อยสลายอาหารให้เล็กลงพอที่จะผ่านเซลล์ผนังลำไส้ แล้วสารอาหารเหล่านี้ก็เข้าสู่กระแสเลือดต่อไป การย่อยอาหารเป็นหนาที่สำคัญอย่างยิ่งของร่างกาย เมื่อเรารับประทานอาหาร เอนไซม์ย่อยอาหารจะถูกดึงมาจากทุกระบบของร่างกายในทันทีเพื่อทำการย่อยอาหาร
แต่ทว่าเอนไซม์ย่อยอาหารเหล่านี้ก็ยังมีหน้าที่อื่นๆอีกในการที่จะซ่อมแซม ควบคุม และกระตุ้นการทำงานของระบบอื่นๆของร่างกายด้วย แต่ระบบเหล่านี้ จำเป็นที่จะต้องหยุดทำงานชั่วคราวเพื่อส่งเอนไซม์ไปให้ระบบย่อยอาหาร วิธีแก้อย่างหนึ่งคือ รับประทานเฉพาะอาหารที่ไม่ผ่านการปรุงให้สุก อาหารก็จะมีเอนไซม์เพียงพอที่จะย่อยตัวเองอยู่แล้ว อีกวิธีคือ รับประทานเอนไซม์เสริมสกัดจากพืช บรรจุในแคปซูลหรือเอนไซม์ผง
อย่าลืมว่าการย่อยคาร์โบไฮเดรต ที่ไม่สมบูรณ์จะเกิดการหมักในลำไส้ หากเป็นอาหารกลุ่มไขมัน พวกผลิตภัณฑ์จากนม น้ำมันต่างๆ ของทอด จะเหม็นหืน และถ้าเป็นกลุ่มโปรตีน เช่นเนื้อสัตว์ ไก่ ปลา ถั่ว ต่างๆ ก็จะเน่า จึงไม่น่าแปลกใจเลยถ้าคนส่วนใหญ่ในสังคมเรานี้จะมีปัญหาเรื่อง ท้องผูก แก๊สในกระเพาะอาหาร ท้องอืด ท้องเฟ้อ ลมหายใจเหม็น
อีกบทบาทหนึ่งของเอนไซม์คือ รักษาระบบการเผาผลาญพลังงานในร่างกายให้มีประสิทธิภาพสูงสุด อันได้แก่ สลายไขมัน ลำเลียงอาหารเข้าสู่เซลล์ แจกจ่ายพลังงานไปยังเซลล์ที่ต้องการ ทุกกลไกของร่างกายตั้งแต่การสร้างกล้ามเนื้อกระดุก ต่อมต่างๆ และเส้นประสาท ไปจนถึงการกำจัดพิษออกจากร่างกาย ล้วนต้องอาศัยการทำงานของเอนไซม์ทั้งสิ้น จึงอาจกล่าวได้ว่าเอนไซม์เป็นอุปกรณ์ช่วยชีวิตจากธรรมชาติ
จะทราบได้อย่างไรว่าเราขาดเอนไซม์
อาการที่เด่นชัดของการย่อยอาหารที่ไม่ดี คือ การเรอ มีแก๊ส จุกเสียด วิงเวียน ท้องผูก รู้สึกเหนื่อยหลังทานอาหาร แพ้อาหาร อีกวิธีคือสังเกตว่าคุณรับประทานอาหารประเภทใดมากที่สุดรวมถึงกาเฟอีน ช็อกโกแลต น้ำตาลฟอกขาว อาหารปรุงสุก อาหารแปรรูป
คืนชีวิตใหม่ให้ระบบย่อยอาหาร
มีความผิดปกติอะไรเกิดขึ้นกับระบบย่อยอาหารของเรา ทำไมเราจึงรับประทานอาหารที่เราเคยรับประทานไม่ได้ คำถามเหล่านี้ถูกถามขึ้นเสมอ แต่ก็ยังไม่ได้รับคำตอบ ที่ว่ากันว่าร่างกายของคนเราสามารถย่อยและดูดซึมอาหารที่ปรุงสุกแล้ว ได้ดีกว่าอาหารที่ยังไม่ถูกความร้อนนั้นเป็นความเชื่อที่วันหนึ่งจะถูกพิสูจน์ว่าเป็นเรื่องที่ผิด อาหารที่ถูกความร้อนแล้วจะผ่านระบบการย่อยอาหารของเราช้ากว่าอาหารที่ยังไม่ถูกความร้อน ดังนั้นจึงทำให้อาหารเหล่านั้นบูดเน่า ก่อให้เกิดสารพิษเข้าสู่ร่างกายของเรา มีผลต่อหัวใจ ทำให้ปวดหัว มีปัญหาทางสายตา แพ้ และปัญหาอื่นๆ อีกมากมาย
เอนไซม์เสริมที่ได้จากพืชจะช่วยในการย่อยสลายอาหาร ในภาวะที่เหมาะสมจะเกิดขบวนการย่อยอาหารที่สมบูรณ์คือ
  • อาหารถูกย่อยอย่างสมบูรณ์
  • สารอาหาร ถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือด
  • ของเสียจากขบวนการย่อยอาหารถูกกำจัดออกจากร่างกาย
นอกจากนี้เอนไซม์ที่ได้จากพืชนั้นมีประโยชน์มากกว่าเอนไซม์ที่ได้จากสัตว์เนื่องจากเอนไซม์จากพืชทำงานทันทีเมื่อเข้าสู่ระบบย่อยอาหารขณะที่อาหารยังอยู่ส่วนบนของกระเพาะอาหาร เอนไซม์ก็เริ่มทำงานแล้ว บางครั้งเอนไซม์เริ่มทำงานตั้งแต่อยู่ในหลอดอาหารด้วยซ้ำไป
ประสิทธิภาพของระบบย่อยอาหารของคุณขึ้นอยู่กับความสามารถของกระเพาะอาหารในการเริ่มขบวนการย่อยสลาย การที่จะมีสุขภาพที่ดีนั้นระบบย่อยอาหารของคุณต้องสามารถดูดซึมและแจกจ่ายออกไปได้ทั่วร่างกาย ส่วนแก๊สในทางเดินอาหาร เรารู้ว่าคาร์โบไฮเดรต สามารถเกิดการหมัก ไขมันเกิดการเหม็นหืน โปรตีนเกิดการเน่าเสีย สิ่งเหล่านี้เกิดจากการย่อยสลายอาหารที่ไม่สมบูรณ์
ปัญหาใหญ่ของอาหารที่ไม่ถูกย่อยสลายคือ มันจะไปสู่ส่วนต่างๆของร่างกายและสะสมเป็นของเสีย ทำให้เกิดปัญหาไขมันสูง มีแคลเซียมไปเกาะตามส่วนต่างๆ โรคไขข้อ มีเซลลูไลท์เกิดขึ้น ไขมันอุดตันในเส้นเลือด เป็นต้น
การสลายพิษและเพิ่มเสริม / การฟอกเลือดและลดคลอเลสเตอรอล
การสลายพิษ (detoxify)หมายถึง การทำลายหรือต่อต้านพิษในร่างกายเรา ในอดีตต้องอาศัย 2 ขบวนการ ขบวนการแรกคือ ต้องทำลายพิษโดยการยุติการรับประทาน (การอดอาหาร) ซึงมักจะทำให้เกิดอาการเหมือนเป็นไข้หวัด เช่นตัวร้อน เพลีย ปวดเมื่อย ขบวนการต่อมาคือต้องเพิ่มอาหารบำรุงให้แก่ร่างกาย แต่ถ้าใช้เอนไซม์เราจะขจัดพิษและบำรุงร่างกายไปพร้อมๆกันโดยไม่มีผลข้างเคียง
การใช้เอนไซม์จะกำจัดความรู้สึกที่ไม่สบายที่มาพร้อมกับการกำจัดพิษ ทำให้เรารู้สึกสบายและมีพลังระดับสูง เป็นวิธีที่ ทำให้ร่างกายเราสวยงามและเป็นวิธีล้างและส่งเสริมร่างกาย
เมื่อเราแก่ตัวขึ้น ร่างกายเราไม่สามารถกำจัดสารพิษจากเลือดและอวัยวะให้มีประสิทธิภาพถ้าไม่ได้รับการช่วยเหลือ ระบบน้ำเหลืองกรองพวกสารที่ร่างกายไม่ต้องการออก เช่น เม็ดเลือดขาวจะทำลายแบคทีเรียและตัวมันเองก็ตายพร้อมแบคทีเรีย ระบบต่อมน้ำเหลืองนำเศษเซลล์เหล่านี้ไปที่ต่อมน้ำเหลืองเพื่อสลายให้เป็นสารที่ไม่เป็นพิษต่อเซลล์ เพื่อนำมาใช้ใหม่ มีจำนวนคนนับล้านที่พยายามหาวิธีช่วยร่างกายกำจัดสารพิษ เช่น การบริโภคอาหาร Macrobiotic รับประทานอาหารเจ อดอาหาร หรือใช้สมุนไพร วิธีเหล่านี้ช่วยได้บ้างโดยเฉพาะการใช้สมุนไพร อย่างไรก็ตามสิ่งที่ขาดหายไป คือ เอนไซม์ ถ้าเราบริโภคเอนไซม์สม่ำเสมอจะช่วยทำให้เลือดบริสุทธิ์ โดยสลายโปรตีนเศษของเซลล์ และสารพิษชนิดอื่นๆ เมื่อเลือดอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ ร่างกายเราก็สามารถที่จะซ่อมแซมตัวเองและสะสมแหล่งของเอนไซม์ ผลสุดท้ายคือร่างกายอยู่ในสภาพสมดุล ที่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
การรับประทานเอนไซม์ไปพร้อมกับอาหารจะช่วยให้อาหารย่อยได้ดีขึ้นและทำให้มีการนำอาหารพวกนี้เข้าไปในร่างกาย ถ้ารับประทานเอนไซม์ระหว่างมื้อจะช่วยสลายอาหารที่ไม่ถูกย่อย เพาะฉะนั้นเอนไซม์สำคัญมากในการรักษาโรคอ้วน ผู้ที่มีน้ำหนักเกินไม่สามารถระงับความอยากอาหารเลยทำให้รับประทานอาหารที่มีแครอรี่สูง แต่ไม่มีประโยชน์ทางโภชนาการ ซึ่งทำลายระบบภูมิคุ้มกันรวมกับระบบอื่นๆในร่างกาย เอนไซม์จากพืชเป็นวิธีแก้ปัญหาเหล่านี้และป้องกันไม่ให้เราทำลายตัวเองอีกต่อไป
       อ้างอิงจาก
www.google.com
www.chi-exercise.com

Aroma Therapy


                                                    สุคนธบำบัด (Aroma Therapy)

บทบาทของกลิ่นหอมต่อร่างกาย
การนำกลิ่นส่งผ่านไปยังประสาทสัมผัสการดมเพื่อให้ผู้ใช้เกิดความชื่นชอบ และดื่มด่ำกับความหอม หลังจากที่กลิ่นหอมจากน้ำมันหอมระเหยเข้าสู่ระบบหายใจของคนแล้ว จะเกิดปฏิกิริยาตอบสนองโดยทันที ก่อให้เกิดความรู้สึกที่งดงามและจินตนาการ และทำให้ผู้ใช้เคลิบเคลิ้มไปกับกลิ่นหอมที่ได้สูดดม นี่เป็นสาเหตุที่ทำให้ประเทศฝรั่งเศสพิถีพิถันในการคิดค้นการผลิตภัณฑ์คุณภาพดี แม้จะเป็นเพียงน้ำหอมปริมาณน้อยในขวด แต่กลับมีคุณค่าเหลือคณานับ กลายเป็นของขวัญที่ล้ำค่าซึ่งมอบให้กับเพื่อนสนิทมิตรสหาย
การใช้น้ำมันหอมระเหย
หลักของการบำบัดด้วยน้ำมันหอมระเหยคืออะไร กลิ่นหอมที่กล่าวกันโดยทั่วไป เมื่อนำมาใช้ในการรักษาสุขภาพและบำรุงร่างกายนั้นเราจะเรียกกันว่าเป็น น้ำมันหอมระเหย ซึ่งได้จากพืชพันธุ์ต่างๆ ที่มีคุณสมบัติพิเศษในแต่ละท้องถิ่น และผ่านกรรมวิธีการกลั่นจนกลายเป็นหัวน้ำมันคุณภาพชั้นเยี่ยม เราจึงเรียกว่าเป็น น้ำมันหอมระเหย เนื่องจากได้รับการยืนยันจากการทดลองใช้จริงว่าเกิดผลดีต่อสุขภาพ ทำให้น้ำมันหอมระเหยกลายเป็นวิธีการบำบัดที่ใช้กันอย่างเป็นสากล และค่อยๆ ได้รับความนิยมในการใช้มากขึ้นเรื่อยๆ
ทามิซุ ชิโกะแพทย์ด้านโรคผิวหนังประจำโรงพยาบาลแห่งหนึ่งของญี่ปุ่น เคยนำน้ำมันหอมระเหยไปทดลองใช้กับผู้ป่วยที่มีอาการปวดอันเป็นผลมากจากโรคไขข้ออักเสบ เธอพบว่า ในเวลาไม่ถึงสัปดาห์ผู้ป่วยบอกกับเธอเองว่า หัวเข่าเริ่มลดอาการตึง การเคลื่อนไหวของไขข้อดูจะคล่องตัวกว่าก่อน ทั้งยังรู้สึกว่าระบบไหลเวียนโลหิตจะทำงานดีขึ้น ขาทั้งสองข้างเริ่มมีความร้อนเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ยังมีการยืนยันจากการใช้น้ำมันหอมระเหยในการรักษาผู้ป่วยโรคต่างๆเช่น เส้นประสาทบีบรัด ตุ่มพุพอง พบว่าสามารถช่วยขจัดความเจ็บป่วยได้เป็นอย่างดี
หลักในการใช้น้ำมันหอมระเหย
เราจะนำน้ำมันหอมระเหยมาใช้ในการเสริมสร้างสุขภาพได้อย่างไร ในกรณีของคนที่ผิวหนังแพ้ง่าย สามารถนำมาทาบริเวณที่เกิดการแพ้ และยังสามารถนำมาใช้ทาและนวดเบาๆ ตรงบริเวณที่เกิดความเจ็บปวดตามไขข้อและผิวหนังชั้นบน จะทำให้ส่วนนั้นเกิดความผ่อนคลาย โดยทั่วไปสามารถนำไปหยดลงในอ่างอาบน้ำอุ่น พยายามรักษาระดับอุณหภูมิของน้ำให้มีค่าประมาณ 38-40 องศาเซลเซียส จากนั้นก็นอนแช่ในอ่างประมาณ 10-15 นาที จะช่วยให้ระบบโลหิตและระบบน้ำเหลืองเกิดการไหลเวียนได้อย่างคล่องตัว ขณะเดียวกันจะช่วยขับความอ่อนล้าที่เกิดจากการขับตัวของกรดในร่างกาย และสามารถนำมาใช้ดมด้วยการเปิดขวดออก และวางไว้ให้ห่างจากจมูกประมาณ2-3 เซนติเมตร สูดดมเข้าร่างกายโดยตรง กลิ่นหอมของมันจะทะลุผ่านเยื่อบุจมูก และส่งผ่านไปยังสมองและระบบข้างเคียง กระตุ้นให้สมองเกิดการตื่นตัว

น้ำมันหอมระเหยกับสปา
น้ำมันหอมระเหยสามารถใช้ควบคู่กับการบำบัดด้วยวิธีการอื่นๆ อีก เช่น ในปัจจุบันการบำบัดด้วยวิธีการของสปาที่ได้รับความนิยมในขณะนี้ นอกจากจะช่วยผ่อนคลายระบบประสาทภายนอกแล้ว ยังช่วยให้อวัยวะของกลุ่มคนที่มีปัญหาเกี่ยวกับระบบการไหลเวียนในร่างกาย ทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งนี้ การบำบัดด้วยน้ำมันหอมระเหยจะไม่เกิดผลข้างเคียงหรือไม่ทำให้เกิดโรคที่ตกค้างในภายหลัง และจะไม่ก่อให้เกิดนิสัยการใช้ยาที่ไม่ดี ดังนั้น การบำบัดที่ก่อให้เกิดการไหลเวียนพลังงานอย่างคล่องตัวจึงได้รับการเผยแพร่
     อ้างอิงจาก
www.google.com
www.chi-exercise.com

Oxygen Therapy


                      ออกซิเจนบำบัด (Oxygen Therapy)

 ความสำคัญของออกซิเจน
        ออกซิเจนเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับสุขภาพ ความงาม และจิตใจที่ปลอดโปร่ง นอกจากนี้ยังทำให้ดูอ่อนกว่าวัย แต่สำหรับชีวิตในทุกวันนี้มีหลากหลายปัจจัยที่ทำให้คนเราได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอที่จะทำให้เรามีสุขภาพที่ดีได้ ปัจจัยเหล่านี้ ได้แก่ การขาดการออกกำลังกาย การรับประทานอาหารรสชาดอร่อยแต่ไม่มีคุณค่า การรับประทานมากเกินไป การอาศัยในตึกสูงหรือสภาพแวดล้อมที่อุดอู้เป็นเวลานานๆ มลภาวะอากาศเป็นพิษ สารกันบูด และสารพิษอื่นๆที่ปะปนอยู่ในอาหารที่เรารับประทาน ตลอดจนการบริโภคสารเคมี หรือยารักษาโรค
แม้ว่า อาหารจะเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับชีวิตทุกชีวิต เราจะสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้โดยปราศจากอาหารเป็นเวลาติดต่อกัน 2 ถึง 3 สัปดาห์ ในขณะที่ร่างกายจะตกอยู่ในภาวะอันตรายหากไม่ได้ดื่มน้ำติดต่อกันนาน 6 ถึง 7 วัน แต่ด้วยเทคโนโลยีใหม่ๆที่ทันสมัย ปัจจุบันคนเราอาจจะมีชีวิตอยู่โดยปราศจากการกินอาหารหรือดื่มน้ำเป็นเวลาต่อเนื่อง 1-2 เดือน โดยการให้อาหาร น้ำ หรือยารักษาโรค ผ่านทางสายยาง
แต่สำหรับอากาศแล้ว ชีวิตจะไม่สามารถดำรงคงอยู่ได้หากปราศจากอากาศเป็นเวลา 2-3 นาที เมื่อพูดถึงอากาศเราจะหมายถึง ออกซิเจนในอากาศ ที่ร่างกายได้รับเมื่อมีการหายใจเข้าไป
ด้วยเหตุผลเหล่านี้ ดร.ชิซูโอะ อินนูเอะ ได้ลงทุนทำการคิดค้น และศึกษาแนวทางการรักษาโดยออกซิเจนขึ้นมา โดยใช้อุปกรณ์ที่เรียกว่า ชี่ แมชชีน (The Chi Machine) ในการกระตุ้นให้เกิดการไหลเวียนของพลังงานและเพิ่มออกซิเจนให้กับร่างกาย เช่นเดียวกับการออกกำลังกายแบบแอโรบิค
การมีสุขภาพดี คือ การทำให้ร่างกายสามารถที่จะใช้ออกซิเจนให้เกิดประสิทธิผลสูงสุดนั่นเอง ในร่างกายของมนุษย์เม็ดเลือดแดงจะเป็นตัวนำพาออกซิเจนไปสู่เซลล์ และเนื้อเยื่อ เพื่อการเจริญเติบโต ในขณะเดียวกัน ออกซิเจนก็เป็นตัวช่วยในเรื่องการขจัดของเสียออกจากร่างกายผ่านกระบวนการ เผาผลาญอาหาร ดังนั้นหากเซลล์เม็ดเลือดแดงในร่างกายของเรามีออกซิเจนอยู่พอเพียง ก็จะทำให้อวัยวะต่างๆทำงานได้อย่างมีประสิทธิผล และ ยังช่วยเร่งการขจัดของเสียออกจากร่างกายอีกทางหนึ่งด้วย ในขณะที่หากร่างกายได้รับออกซิเจนไม่พอเพียง มักจะก่อให้เกิดปัญหาด้านสุขภาพตามมา หากคุณเคยมีอาการเหล่านี้ นั่นคือข้อสังเกตได้ว่าร่างกายคุณได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอ 

  • นอนไม่หลับ
  • ภูมิแพ้
  • เบื่ออาหาร
  • ปวดหลัง
  • นอนกรน
  • รู้สึกเครียด
  • รู้สึกกดดัน
  • เหนื่อยง่าย
  • ปวดคอ
  • เป็นหวัด/หวัดใหญ่ บ่อยๆ  ฯลฯ

    ออกซิเจนไม่สามารถแยกออกได้จากสิ่งมีชีวิตทุกชนิด มันมีความสำคัญสำหรับเซลล์สมองมากเป็นพิเศษ เพราะสภาวะการขาดออกซิเจนจะนำไปสู่ความเสียหายของ เส้นประสาทในสมอง “Cerebral nerves” เนื่องจากร่างกายไม่สามารถจะกักเก็บออกซิเจนไว้ได้ ดังนั้นการได้รับออกซิเจนที่พอเพียงจะทำได้โดยการหายใจที่ไม่ติดขัด สภาวะการขาดออกซิเจนเป็นสาเหตุของโรคร้ายนาๆชนิด
           สิ่งที่ก่อให้เกิดความเจ็บป่วย – สภาวะการขาดออกซิเจน
    เราน่าจะสามารถสรุปได้จากการสังเกตการณ์ การทดสอบที่กระทำโดยหน่วยงานด้านการแพทย์หลายแห่งว่า สาเหตุของการเกิดโรคหลายโรคเกิดมาจากการขาดแคลนออกซิเจนนั่นเอง การค้นพบออกซิเจนเกิดขึ้นราวปี ค.ศ.1774 โดยก่อนหน้านั้นผู้คนพากันเข้าใจว่ามีบางสิ่งในอากาศ ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับการหายใจ ออกซิเจนทำให้ร่างกาย และจิตใจของคนเป็นปกติ สมองปลดโปร่ง และทำให้เราห่างไกลจากแพทย์
           ออกซิเจน – มีความเกี่ยวข้องกับชีวิตมากกว่าเป็นเพียงลมหายใจเท่านั้น
    ในจำนวนโรคร้ายหลายๆโรค เราพบว่าเกิดจากภาวะที่ร่างกาย หรือเนื้อเยื่อต่างๆได้รับออกซิเจนในระดับต่ำ Dr. Stephea Levine หมอผู้เป็นนักชีววิทยาผู้เชี่ยวชาญด้านโมเลกุลกล่าวไว้ว่าการที่เนื้อเยื้อได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอนั้น เป็นสาเหตุสำคัญของการเจ็บป่วยในลักษณะที่มีการเปลี่ยนแปลงของเซลล์เนื้อเยื่อชนิดหนึ่งไปเป็นเนื้อเยื่อชนิดอื่น หรือการกลายเซลล์ไปเป็นเนื้อร้าย
    Dr. Inoue, Dr. Warberg (Nobel Price Winner) และ Dr.Odeuall กล่าวไว้ว่า พวกเขาเชื่อว่าสภาวะการขาดออกซิเจน เป็นสาเหตุของโรคหลายโรค รวมถึงมะเร็ง
          อ้างอิงจาก
    www.google.com
    www.chi-exercise.com

การแพทย์ทางเลือก



การแพทย์ทางเลือก

 article
ความเป็นมาของการแพทย์ทางเลือก
  1. การแพทย์ทางเลือกได้รับการยอมรับและนิยมจากโลก 
    องค์การอนามัยโลกแห่งสหประชาชาติมีการค้นพบเมื่อปี ค.ศ. 1962 ว่าโรคชนิดต่างๆของมนุษย์โดยเฉพาะโรคกล้ามเนื้อเจ็บปวด โรคประสาท และโรคข้อกระดูก หากรักษาด้วยยาหรือการผ่าตัด จะไม่สามารถทำให้อาการหายโดยสิ้นเชิง จึงตั้งหัวข้อการวิจัยเพื่อรวบรวมและคัดเลือกวิธีการรักษาที่ดี ซึ่งก็ได้พบวิธีประเภทที่ไม่อาศัยการทานยา แล้วก็ตั้งชื่อให้การแพทย์ชนิดนี้ว่าการแพทย์ทางเลือก

     
  2. นิยามของการแพทย์ทางเลือก 

    อะไรคือการแพทย์ทางเลือก ขอบเขตของการแพทย์ชนิดนี้คือวิธีรักษาโรคที่ไม่อาศัยการทานยา การผ่าตัดหรือวิธีอื่นๆที่ใช้ในการแพทย์แผนปัจจุบัน ซึ่งสามารถบรรเทาอาการและรักษาโรคให้หายได้ 

     
  3. โครงการการแพทย์ทางเลือก

    การแพทย์ทางเลือกมีเนื้อหาอะไรบ้าง ? 

    โครงการนี้มีองค์ประกอบหลายอย่าง ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไม่ขาดสายและแตกต่างไปตามวัฒนธรรมของแต่ละประเทศ หากหยิบยกรายการที่พบบ่อยและได้รับความนิยมมาเป็นตัวอย่าง ก็จะมีวิธีต่างๆนานา เช่น ฝังเข็ม จัดกระดูกสันหลัง จับจุดประสาท นวดแผนโบราณ Oxygen Spa รักษาด้วยความร้อนหรือความเย็น ฝึกวิชาชี่กง ฝึกมวยจีน และ นั่งสมาธิเป็นต้น พร้อมกับการบำรุงด้วยเครื่องมือทางฟิสิกส์ เพื่อพัฒนาความสามารถการเคลื่อนไหวของทุกส่วนของร่างกาย จนกระทั่งเสริมสร้างการทำงานของเซลล์ การแพทย์ประเภทนี้หากนำไปใช้คู่กับพลังความร้อนหรือพลังแสง ก็จะเป็นประโยชน์ในการผ่อนคลายความตึงเครียดของระบบประสาท เพิ่มความยืดหยุ่นของระบบกล้ามเนื้อ และการแก้ความเจ็บปวด 

    สำหรับในประเทศไทย แนวความคิดในการสนับสนุนการแพทย์ทางเลือกมีการพัฒนาและดูแลโดยหน่วยงานของกระทรวงสาธารณสุข กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก

     
  4. อะไรคือกระบวนการเสริมสร้างความเป็นเทคโนโลยีแก่การแพทย์ทางเลือก กระบวนการนี้เป็นการประยุกต์ใช้ในการประดิษฐ์เครื่องอุปกรณ์การรักษาโรค ซึ่งเป็นกระบวนการที่เพิ่มความสะดวก ขอบข่ายและประสิทธิภาพของการรักษา และเป็นการสร้างแหล่งพลังงานที่ไม่มีขีดจำกัด ซึ่งได้รับการขนานนามว่าการแพทย์ทางเลือก

     
การแพทย์ทางเลือกมีประโยชน์ต่อมนุษยชาติจริงหรือ 

ประโยชน์ที่การแพทย์ทางเลือกสร้างขึ้นแก่โลก

ประโยชน์ที่การแพทย์ทางเลือกสร้างขึ้นให้แก่โลกมนุษย์ ก็คือได้เสนอวิธีการรักษาที่ใช้ได้อย่างกว้างขวาง ซึ่งเป็นวิธีที่รักษาด้วยพลังผสมหลายชนิดและอาศัยปฏิกิริยาของอวัยวะร่างกาย เซลล์ ตลอดจนกระทั่งยีนของมนุษย์ โดยสร้างการรักษาดังกล่าวไว้อยู่บนพื้นฐานของเครื่องอุปกรณ์ที่มีความละเอียดอ่อน การรักษาด้วยวิธีนี้เป็นการควบคุมไม่ให้เชื้อโรคเกิดการกระจายและเปลี่ยนแปลงทางเคมี จนกว่าการทำงานของอวัยวะร่างกายคืนสู่สภาพเดิม 

ดังนั้น ความสำคัญของการแพทย์ทดแทนเหล่านี้ จึงเท่ากับการกินอาหารในชีวิตประจำวัน คาดกันว่า ในอนาคตอันใกล้ อุปกรณ์การแพทย์ทดแทนจะมีอยู่ทั่วไปในครัวเรือนเช่นเดียวกับกล่องการแพทย์ฉุกเฉินในศตวรรษที่ผ่านมา

ในการใช้ชีวิตแต่ละวันของเรา หลีกไม่ได้ที่ต้องเจ็บไข้ได้ป่วยโดยการคุกคามของเชื้อโรค อย่างเช่นปวดหัว เจ็บกระเพาะ การย่อยอาหารไม่ปกติ เป็นหวัด ท้องเสีย นอนไม่หลับ และปวดกล้ามเนื้อเป็นต้น หากที่บ้านมีอุปกรณ์รักษาด้วยการแพทย์ทางเลือก ก็จะสามารถใช้งานได้ทันที โดยไม่ต้องไปลำบากกับการเดินทางหาหมอเลย
ความจำเป็นของการแพทย์ทางเลือก
  1. พัฒนาการของเทคโนโลยีอุสาหกรรมและเกษตรกรรม ก่อให้เกิดมลภาวะ เป็นเหตุให้ร่างกายของเราเจ็บป่วย แต่โรคเรื้อรังเหล่านี้ยากที่จะรักษาหายได้ด้วยยาแผนปัจจุบัน หากไม่มีการแพทย์ทางเลือกมาใช้ในการรักษาควบคู่กันไป
  2. ความเครียดในการทำงานหรือการแข่งขันในสังคม ทำให้มีอาการต่างๆที่การแพทย์ทั่วไปไม่สามารถสังเกตเห็นหรือไม่สามารถรักษาได้ แต่การแพทย์ทางเลือกกลับมีบทบาทสำคัญในกรณีดังกล่าว
  3. ยาทุกชนิด ไม่ว่าเป็นยาแผนโบราณสมุนไพร หรือยาแผนปัจจุบันของโลกตะวันตก เมื่อใช้รักษาเป็นเวลานานก็จะหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องเผชิญกับผลข้างเคียงไม่มากก็น้อย แต่ก็เป็นโอกาสของการแพทย์ทางเลือกที่ได้แสดงศักยภาพในการรักษาอย่างไร้ผลทางลบ
  4. สำหรับโรคเรื้อรัง การรักษาด้วยยาบางทีก็แค่เพื่อยืดเวลาชีวิตหรือผ่อนคลายความเจ็บปวดอย่างชั่วคราวเท่านั้น โดยเชิงลึกแล้วอาจจะเป็นการให้เวลาเชื้อโรคในการระบาดอย่างช้าๆ แต่ไม่อาจจะรักษาโรคได้จากต้นเหตุเลย (อย่างเช่นโรคความดันสูง โรคเบาหวาน โรคนอนไม่หลับ โรคหายใจเฉียบพลัน และอาการปวดหัวเป็นต้น) และการใช้เป็นเวลานานยังทำให้เกิดดื้อยา ในแง่นี้การแพทย์ทางเลือกก็จะมีส่วนช่วยในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว
  5. ที่ไม่เหมือนกับการแพทย์ทั่วไปก็คือ การแพทย์ทางเลือกไม่จำเป็นต้องมีผู้เชี่ยวชาญมารักษา และไม่ต้องมีค่าใช้จ่ายที่สูงมาก แต่อาศัยเครื่องมืออุปกรณ์ที่ปฏิบัติใช้อย่างง่ายดาย
  6. หากครอบครัวไหนมีผู้ป่วย ก็ต้องเป็นการเพิ่มภาระแก่ครอบครัวนั้นไม่ว่าจะเป็นทางการงานหรือความรู้สึกก็ตาม แต่ความประหยัดและความง่ายในการรักษาด้วยการแพทย์ทางเลือกสามารถแบ่งเบาภาระของครอบครัวได้
  7. ความเป็นธรรมชาติของมนุษย์ต้องการมีวิธีรักษาโรคที่เป็นธรรมชาติเช่นกัน หากรักษาได้โดยไม่ต้องอาศัยการทานยาหรือฉีดยา ก็จะเป็นทางออกที่ดีที่สุด
  8. การรักษาด้วยวิธีทางฟิสิกส์แทนที่จะเป็นวิธีเคมีก็เป็นแนวทางการพัฒนาและเป็นความฝันของมนุษย์เช่นกัน
  9. การรักษาด้วยตัวเองเป็นข้อได้เปรียบอีกข้อหนึ่งของการแพทย์ทางเลือก เพราะผู้ป่วยเองจะมีโอกาสทำความเข้าใจกับต้นสายปลายเหตุของโรคโดยตรง รับรู้สถานการณ์ของการรักษา และสามารถปรับปรุงการรักษาจากประสบการณ์ของตนเอง ซึ่งดีกว่าและมีประสิทธิภาพสูงกว่าการรักษาด้วยคนอื่น จากเหตุผลดังกล่าว เรามองเห็นความกว้างขวาง ความจำเป็นและความง่ายของการใช้ประโยชน์การแพทย์ทางเลือก และอุปกรณ์การแพทย์ประเภทนี้จะกลายเป็นของประจำบ้านที่ขาดไม่ได้     อ้างอิงจากwww.google.com,www.chi-exercise.com