หวานๆ

วันจันทร์ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2554

Enzyme Therapy

เอนไซม์บำบัด (Enzyme Therapy)
เอนไซม์คืออะไร
เอนไซม์เป็นสารกลุ่มโปรตีนที่ร่างกายได้รับจาการรับประทานอาหารและสร้างขึ้นเอง ซึ่งเอนไซม์เหล่านี้มีอยู่ก่อนที่ร่างกายจะมีปฏิกิริยาเคมีใดๆ เกิดขึ้น แม้กระทั่งวิตามิน แร่ธาตุ หรือฮอร์โมนก็ไม่สามารถทำงานได้หากไม่มีเอนไซม์ เอนไซม์มีขนาดเล็กมากจนไม่สามารถมองเห็นได้ ใช้กล้องจุลทรรศน์ที่มีกำลังขยายสูงสุดแล้วก็ตามเอนไซม์เป็นตัวเร่งปฏิกิริยา ซึ่งเป็นพลังแห่งการขับเคลื่อนที่ทำให้เราสามารถทำงานต่างๆ ได้อย่างมีสุขภาพดี หรือกล่าวได้ว่าเราไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้หากขาดเอนไซม์
แหล่งผลิตเอนไซม์
เอนไซม์ที่ใช้ในขบวนการเผาผลาญพลังงาน (Metabolize Enzyme) ทั้งหมดจะสร้างขึ้นในร่างกาย ซึ่งมีความสำคัญกับทุกขั้นตอนของการย่อยอาหารอายุที่มากขึ้นและความเครียดมีผลให้การสร้างเอนไซม์เหล่านี้ลดลง ส่วนเอนไซม์จากอาหาร (Food Enzyme) เช่น ผัก ผลไม้ จะคงความสามารถในการย่อยอาหารก็ต่อเมื่อยังไม่ผ่านการปรุงให้สุกเท่านั้น ที่มาอันมหัศจรรย์อีกแห่งของเอนไซม์ก็คือ เอนไซม์เสริมเพื่อช่วยย่อยอาหาร เอนไซม์เหล่านี้สกัดจากเอนไซม์ในพืช เนื่องจากการผลิตเอนไซม์ไม่สามารถทำเหมือนกับการสังเคราะห์วิตามินและแร่ธาตุ เราจึงต้องปลูกพืชแล้วผ่านนขบวนการสกัดในห้องปฏิบัติการ เอนไซม์อื่นๆ ที่บริโภคได้เป็นเอนไซม์จากสัตว์

เนื่องจากเอนไซม์จากพืชช่วยระบบย่อยอาหารได้ครบถ้วน และยังช่วยเสริมการทำงานของระบบต่อมไร้ท่อ จึงทำให้เอนไซม์กลุ่มนี้มีประโยชน์ต่อร่างกายมากกว่าเอนไซม์เสริมจากแหล่งอื่นๆ
ทำไมเราจึงต้องการเอนไซม์
80 เปอร์เซ็นต์ของพลังงานในร่างกายถูกใช้ไปในขบวนการย่อยอาหารหากคุณอ่อนเพลีย เครียด อยู่ในสภาวะอากาศที่ร้อนหรือเย็นจัด ตั้งครรภ์ เดินทางโดยเครื่องบินบ่อยๆ คุณจะต้องการเอนไซม์เสริมเป็นจำนวนมาก เนื่องจากกระบวนการทำงานทั้งหมดของร่างกายต้องอาศัยเอนไซม์ เราจึงต้องเสริมเอนไซม์ให้ร่างกาย อายุที่มากขึ้นเป็นสาเหตุของการผลิตเอนไซม์ที่ลดลงผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์กล่าวว่า โรคต่างๆ เกิดขึ้นจากการขาดแคลนหรือความไม่สมดุลของเอนไซม์ ดังนั้นเราทุกคนจึงไม่สามารถขาดเอนไซม์ได้
ชีวิตมีพลังด้วยธรรมชาติ
เอนไซม์ที่มหัศจรรย์เหล่านี้ทำหน้าที่สำคัญ 2 อย่าง คือ ย่อยสลายอาหารให้เล็กลงพอที่จะผ่านเซลล์ผนังลำไส้ แล้วสารอาหารเหล่านี้ก็เข้าสู่กระแสเลือดต่อไป การย่อยอาหารเป็นหนาที่สำคัญอย่างยิ่งของร่างกาย เมื่อเรารับประทานอาหาร เอนไซม์ย่อยอาหารจะถูกดึงมาจากทุกระบบของร่างกายในทันทีเพื่อทำการย่อยอาหาร
แต่ทว่าเอนไซม์ย่อยอาหารเหล่านี้ก็ยังมีหน้าที่อื่นๆอีกในการที่จะซ่อมแซม ควบคุม และกระตุ้นการทำงานของระบบอื่นๆของร่างกายด้วย แต่ระบบเหล่านี้ จำเป็นที่จะต้องหยุดทำงานชั่วคราวเพื่อส่งเอนไซม์ไปให้ระบบย่อยอาหาร วิธีแก้อย่างหนึ่งคือ รับประทานเฉพาะอาหารที่ไม่ผ่านการปรุงให้สุก อาหารก็จะมีเอนไซม์เพียงพอที่จะย่อยตัวเองอยู่แล้ว อีกวิธีคือ รับประทานเอนไซม์เสริมสกัดจากพืช บรรจุในแคปซูลหรือเอนไซม์ผง
อย่าลืมว่าการย่อยคาร์โบไฮเดรต ที่ไม่สมบูรณ์จะเกิดการหมักในลำไส้ หากเป็นอาหารกลุ่มไขมัน พวกผลิตภัณฑ์จากนม น้ำมันต่างๆ ของทอด จะเหม็นหืน และถ้าเป็นกลุ่มโปรตีน เช่นเนื้อสัตว์ ไก่ ปลา ถั่ว ต่างๆ ก็จะเน่า จึงไม่น่าแปลกใจเลยถ้าคนส่วนใหญ่ในสังคมเรานี้จะมีปัญหาเรื่อง ท้องผูก แก๊สในกระเพาะอาหาร ท้องอืด ท้องเฟ้อ ลมหายใจเหม็น
อีกบทบาทหนึ่งของเอนไซม์คือ รักษาระบบการเผาผลาญพลังงานในร่างกายให้มีประสิทธิภาพสูงสุด อันได้แก่ สลายไขมัน ลำเลียงอาหารเข้าสู่เซลล์ แจกจ่ายพลังงานไปยังเซลล์ที่ต้องการ ทุกกลไกของร่างกายตั้งแต่การสร้างกล้ามเนื้อกระดุก ต่อมต่างๆ และเส้นประสาท ไปจนถึงการกำจัดพิษออกจากร่างกาย ล้วนต้องอาศัยการทำงานของเอนไซม์ทั้งสิ้น จึงอาจกล่าวได้ว่าเอนไซม์เป็นอุปกรณ์ช่วยชีวิตจากธรรมชาติ
จะทราบได้อย่างไรว่าเราขาดเอนไซม์
อาการที่เด่นชัดของการย่อยอาหารที่ไม่ดี คือ การเรอ มีแก๊ส จุกเสียด วิงเวียน ท้องผูก รู้สึกเหนื่อยหลังทานอาหาร แพ้อาหาร อีกวิธีคือสังเกตว่าคุณรับประทานอาหารประเภทใดมากที่สุดรวมถึงกาเฟอีน ช็อกโกแลต น้ำตาลฟอกขาว อาหารปรุงสุก อาหารแปรรูป
คืนชีวิตใหม่ให้ระบบย่อยอาหาร
มีความผิดปกติอะไรเกิดขึ้นกับระบบย่อยอาหารของเรา ทำไมเราจึงรับประทานอาหารที่เราเคยรับประทานไม่ได้ คำถามเหล่านี้ถูกถามขึ้นเสมอ แต่ก็ยังไม่ได้รับคำตอบ ที่ว่ากันว่าร่างกายของคนเราสามารถย่อยและดูดซึมอาหารที่ปรุงสุกแล้ว ได้ดีกว่าอาหารที่ยังไม่ถูกความร้อนนั้นเป็นความเชื่อที่วันหนึ่งจะถูกพิสูจน์ว่าเป็นเรื่องที่ผิด อาหารที่ถูกความร้อนแล้วจะผ่านระบบการย่อยอาหารของเราช้ากว่าอาหารที่ยังไม่ถูกความร้อน ดังนั้นจึงทำให้อาหารเหล่านั้นบูดเน่า ก่อให้เกิดสารพิษเข้าสู่ร่างกายของเรา มีผลต่อหัวใจ ทำให้ปวดหัว มีปัญหาทางสายตา แพ้ และปัญหาอื่นๆ อีกมากมาย
เอนไซม์เสริมที่ได้จากพืชจะช่วยในการย่อยสลายอาหาร ในภาวะที่เหมาะสมจะเกิดขบวนการย่อยอาหารที่สมบูรณ์คือ
  • อาหารถูกย่อยอย่างสมบูรณ์
  • สารอาหาร ถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือด
  • ของเสียจากขบวนการย่อยอาหารถูกกำจัดออกจากร่างกาย
นอกจากนี้เอนไซม์ที่ได้จากพืชนั้นมีประโยชน์มากกว่าเอนไซม์ที่ได้จากสัตว์เนื่องจากเอนไซม์จากพืชทำงานทันทีเมื่อเข้าสู่ระบบย่อยอาหารขณะที่อาหารยังอยู่ส่วนบนของกระเพาะอาหาร เอนไซม์ก็เริ่มทำงานแล้ว บางครั้งเอนไซม์เริ่มทำงานตั้งแต่อยู่ในหลอดอาหารด้วยซ้ำไป
ประสิทธิภาพของระบบย่อยอาหารของคุณขึ้นอยู่กับความสามารถของกระเพาะอาหารในการเริ่มขบวนการย่อยสลาย การที่จะมีสุขภาพที่ดีนั้นระบบย่อยอาหารของคุณต้องสามารถดูดซึมและแจกจ่ายออกไปได้ทั่วร่างกาย ส่วนแก๊สในทางเดินอาหาร เรารู้ว่าคาร์โบไฮเดรต สามารถเกิดการหมัก ไขมันเกิดการเหม็นหืน โปรตีนเกิดการเน่าเสีย สิ่งเหล่านี้เกิดจากการย่อยสลายอาหารที่ไม่สมบูรณ์
ปัญหาใหญ่ของอาหารที่ไม่ถูกย่อยสลายคือ มันจะไปสู่ส่วนต่างๆของร่างกายและสะสมเป็นของเสีย ทำให้เกิดปัญหาไขมันสูง มีแคลเซียมไปเกาะตามส่วนต่างๆ โรคไขข้อ มีเซลลูไลท์เกิดขึ้น ไขมันอุดตันในเส้นเลือด เป็นต้น
การสลายพิษและเพิ่มเสริม / การฟอกเลือดและลดคลอเลสเตอรอล
การสลายพิษ (detoxify)หมายถึง การทำลายหรือต่อต้านพิษในร่างกายเรา ในอดีตต้องอาศัย 2 ขบวนการ ขบวนการแรกคือ ต้องทำลายพิษโดยการยุติการรับประทาน (การอดอาหาร) ซึงมักจะทำให้เกิดอาการเหมือนเป็นไข้หวัด เช่นตัวร้อน เพลีย ปวดเมื่อย ขบวนการต่อมาคือต้องเพิ่มอาหารบำรุงให้แก่ร่างกาย แต่ถ้าใช้เอนไซม์เราจะขจัดพิษและบำรุงร่างกายไปพร้อมๆกันโดยไม่มีผลข้างเคียง
การใช้เอนไซม์จะกำจัดความรู้สึกที่ไม่สบายที่มาพร้อมกับการกำจัดพิษ ทำให้เรารู้สึกสบายและมีพลังระดับสูง เป็นวิธีที่ ทำให้ร่างกายเราสวยงามและเป็นวิธีล้างและส่งเสริมร่างกาย
เมื่อเราแก่ตัวขึ้น ร่างกายเราไม่สามารถกำจัดสารพิษจากเลือดและอวัยวะให้มีประสิทธิภาพถ้าไม่ได้รับการช่วยเหลือ ระบบน้ำเหลืองกรองพวกสารที่ร่างกายไม่ต้องการออก เช่น เม็ดเลือดขาวจะทำลายแบคทีเรียและตัวมันเองก็ตายพร้อมแบคทีเรีย ระบบต่อมน้ำเหลืองนำเศษเซลล์เหล่านี้ไปที่ต่อมน้ำเหลืองเพื่อสลายให้เป็นสารที่ไม่เป็นพิษต่อเซลล์ เพื่อนำมาใช้ใหม่ มีจำนวนคนนับล้านที่พยายามหาวิธีช่วยร่างกายกำจัดสารพิษ เช่น การบริโภคอาหาร Macrobiotic รับประทานอาหารเจ อดอาหาร หรือใช้สมุนไพร วิธีเหล่านี้ช่วยได้บ้างโดยเฉพาะการใช้สมุนไพร อย่างไรก็ตามสิ่งที่ขาดหายไป คือ เอนไซม์ ถ้าเราบริโภคเอนไซม์สม่ำเสมอจะช่วยทำให้เลือดบริสุทธิ์ โดยสลายโปรตีนเศษของเซลล์ และสารพิษชนิดอื่นๆ เมื่อเลือดอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ ร่างกายเราก็สามารถที่จะซ่อมแซมตัวเองและสะสมแหล่งของเอนไซม์ ผลสุดท้ายคือร่างกายอยู่ในสภาพสมดุล ที่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
การรับประทานเอนไซม์ไปพร้อมกับอาหารจะช่วยให้อาหารย่อยได้ดีขึ้นและทำให้มีการนำอาหารพวกนี้เข้าไปในร่างกาย ถ้ารับประทานเอนไซม์ระหว่างมื้อจะช่วยสลายอาหารที่ไม่ถูกย่อย เพาะฉะนั้นเอนไซม์สำคัญมากในการรักษาโรคอ้วน ผู้ที่มีน้ำหนักเกินไม่สามารถระงับความอยากอาหารเลยทำให้รับประทานอาหารที่มีแครอรี่สูง แต่ไม่มีประโยชน์ทางโภชนาการ ซึ่งทำลายระบบภูมิคุ้มกันรวมกับระบบอื่นๆในร่างกาย เอนไซม์จากพืชเป็นวิธีแก้ปัญหาเหล่านี้และป้องกันไม่ให้เราทำลายตัวเองอีกต่อไป
       อ้างอิงจาก
www.google.com
www.chi-exercise.com

Aroma Therapy


                                                    สุคนธบำบัด (Aroma Therapy)

บทบาทของกลิ่นหอมต่อร่างกาย
การนำกลิ่นส่งผ่านไปยังประสาทสัมผัสการดมเพื่อให้ผู้ใช้เกิดความชื่นชอบ และดื่มด่ำกับความหอม หลังจากที่กลิ่นหอมจากน้ำมันหอมระเหยเข้าสู่ระบบหายใจของคนแล้ว จะเกิดปฏิกิริยาตอบสนองโดยทันที ก่อให้เกิดความรู้สึกที่งดงามและจินตนาการ และทำให้ผู้ใช้เคลิบเคลิ้มไปกับกลิ่นหอมที่ได้สูดดม นี่เป็นสาเหตุที่ทำให้ประเทศฝรั่งเศสพิถีพิถันในการคิดค้นการผลิตภัณฑ์คุณภาพดี แม้จะเป็นเพียงน้ำหอมปริมาณน้อยในขวด แต่กลับมีคุณค่าเหลือคณานับ กลายเป็นของขวัญที่ล้ำค่าซึ่งมอบให้กับเพื่อนสนิทมิตรสหาย
การใช้น้ำมันหอมระเหย
หลักของการบำบัดด้วยน้ำมันหอมระเหยคืออะไร กลิ่นหอมที่กล่าวกันโดยทั่วไป เมื่อนำมาใช้ในการรักษาสุขภาพและบำรุงร่างกายนั้นเราจะเรียกกันว่าเป็น น้ำมันหอมระเหย ซึ่งได้จากพืชพันธุ์ต่างๆ ที่มีคุณสมบัติพิเศษในแต่ละท้องถิ่น และผ่านกรรมวิธีการกลั่นจนกลายเป็นหัวน้ำมันคุณภาพชั้นเยี่ยม เราจึงเรียกว่าเป็น น้ำมันหอมระเหย เนื่องจากได้รับการยืนยันจากการทดลองใช้จริงว่าเกิดผลดีต่อสุขภาพ ทำให้น้ำมันหอมระเหยกลายเป็นวิธีการบำบัดที่ใช้กันอย่างเป็นสากล และค่อยๆ ได้รับความนิยมในการใช้มากขึ้นเรื่อยๆ
ทามิซุ ชิโกะแพทย์ด้านโรคผิวหนังประจำโรงพยาบาลแห่งหนึ่งของญี่ปุ่น เคยนำน้ำมันหอมระเหยไปทดลองใช้กับผู้ป่วยที่มีอาการปวดอันเป็นผลมากจากโรคไขข้ออักเสบ เธอพบว่า ในเวลาไม่ถึงสัปดาห์ผู้ป่วยบอกกับเธอเองว่า หัวเข่าเริ่มลดอาการตึง การเคลื่อนไหวของไขข้อดูจะคล่องตัวกว่าก่อน ทั้งยังรู้สึกว่าระบบไหลเวียนโลหิตจะทำงานดีขึ้น ขาทั้งสองข้างเริ่มมีความร้อนเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ยังมีการยืนยันจากการใช้น้ำมันหอมระเหยในการรักษาผู้ป่วยโรคต่างๆเช่น เส้นประสาทบีบรัด ตุ่มพุพอง พบว่าสามารถช่วยขจัดความเจ็บป่วยได้เป็นอย่างดี
หลักในการใช้น้ำมันหอมระเหย
เราจะนำน้ำมันหอมระเหยมาใช้ในการเสริมสร้างสุขภาพได้อย่างไร ในกรณีของคนที่ผิวหนังแพ้ง่าย สามารถนำมาทาบริเวณที่เกิดการแพ้ และยังสามารถนำมาใช้ทาและนวดเบาๆ ตรงบริเวณที่เกิดความเจ็บปวดตามไขข้อและผิวหนังชั้นบน จะทำให้ส่วนนั้นเกิดความผ่อนคลาย โดยทั่วไปสามารถนำไปหยดลงในอ่างอาบน้ำอุ่น พยายามรักษาระดับอุณหภูมิของน้ำให้มีค่าประมาณ 38-40 องศาเซลเซียส จากนั้นก็นอนแช่ในอ่างประมาณ 10-15 นาที จะช่วยให้ระบบโลหิตและระบบน้ำเหลืองเกิดการไหลเวียนได้อย่างคล่องตัว ขณะเดียวกันจะช่วยขับความอ่อนล้าที่เกิดจากการขับตัวของกรดในร่างกาย และสามารถนำมาใช้ดมด้วยการเปิดขวดออก และวางไว้ให้ห่างจากจมูกประมาณ2-3 เซนติเมตร สูดดมเข้าร่างกายโดยตรง กลิ่นหอมของมันจะทะลุผ่านเยื่อบุจมูก และส่งผ่านไปยังสมองและระบบข้างเคียง กระตุ้นให้สมองเกิดการตื่นตัว

น้ำมันหอมระเหยกับสปา
น้ำมันหอมระเหยสามารถใช้ควบคู่กับการบำบัดด้วยวิธีการอื่นๆ อีก เช่น ในปัจจุบันการบำบัดด้วยวิธีการของสปาที่ได้รับความนิยมในขณะนี้ นอกจากจะช่วยผ่อนคลายระบบประสาทภายนอกแล้ว ยังช่วยให้อวัยวะของกลุ่มคนที่มีปัญหาเกี่ยวกับระบบการไหลเวียนในร่างกาย ทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งนี้ การบำบัดด้วยน้ำมันหอมระเหยจะไม่เกิดผลข้างเคียงหรือไม่ทำให้เกิดโรคที่ตกค้างในภายหลัง และจะไม่ก่อให้เกิดนิสัยการใช้ยาที่ไม่ดี ดังนั้น การบำบัดที่ก่อให้เกิดการไหลเวียนพลังงานอย่างคล่องตัวจึงได้รับการเผยแพร่
     อ้างอิงจาก
www.google.com
www.chi-exercise.com

Oxygen Therapy


                      ออกซิเจนบำบัด (Oxygen Therapy)

 ความสำคัญของออกซิเจน
        ออกซิเจนเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับสุขภาพ ความงาม และจิตใจที่ปลอดโปร่ง นอกจากนี้ยังทำให้ดูอ่อนกว่าวัย แต่สำหรับชีวิตในทุกวันนี้มีหลากหลายปัจจัยที่ทำให้คนเราได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอที่จะทำให้เรามีสุขภาพที่ดีได้ ปัจจัยเหล่านี้ ได้แก่ การขาดการออกกำลังกาย การรับประทานอาหารรสชาดอร่อยแต่ไม่มีคุณค่า การรับประทานมากเกินไป การอาศัยในตึกสูงหรือสภาพแวดล้อมที่อุดอู้เป็นเวลานานๆ มลภาวะอากาศเป็นพิษ สารกันบูด และสารพิษอื่นๆที่ปะปนอยู่ในอาหารที่เรารับประทาน ตลอดจนการบริโภคสารเคมี หรือยารักษาโรค
แม้ว่า อาหารจะเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับชีวิตทุกชีวิต เราจะสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้โดยปราศจากอาหารเป็นเวลาติดต่อกัน 2 ถึง 3 สัปดาห์ ในขณะที่ร่างกายจะตกอยู่ในภาวะอันตรายหากไม่ได้ดื่มน้ำติดต่อกันนาน 6 ถึง 7 วัน แต่ด้วยเทคโนโลยีใหม่ๆที่ทันสมัย ปัจจุบันคนเราอาจจะมีชีวิตอยู่โดยปราศจากการกินอาหารหรือดื่มน้ำเป็นเวลาต่อเนื่อง 1-2 เดือน โดยการให้อาหาร น้ำ หรือยารักษาโรค ผ่านทางสายยาง
แต่สำหรับอากาศแล้ว ชีวิตจะไม่สามารถดำรงคงอยู่ได้หากปราศจากอากาศเป็นเวลา 2-3 นาที เมื่อพูดถึงอากาศเราจะหมายถึง ออกซิเจนในอากาศ ที่ร่างกายได้รับเมื่อมีการหายใจเข้าไป
ด้วยเหตุผลเหล่านี้ ดร.ชิซูโอะ อินนูเอะ ได้ลงทุนทำการคิดค้น และศึกษาแนวทางการรักษาโดยออกซิเจนขึ้นมา โดยใช้อุปกรณ์ที่เรียกว่า ชี่ แมชชีน (The Chi Machine) ในการกระตุ้นให้เกิดการไหลเวียนของพลังงานและเพิ่มออกซิเจนให้กับร่างกาย เช่นเดียวกับการออกกำลังกายแบบแอโรบิค
การมีสุขภาพดี คือ การทำให้ร่างกายสามารถที่จะใช้ออกซิเจนให้เกิดประสิทธิผลสูงสุดนั่นเอง ในร่างกายของมนุษย์เม็ดเลือดแดงจะเป็นตัวนำพาออกซิเจนไปสู่เซลล์ และเนื้อเยื่อ เพื่อการเจริญเติบโต ในขณะเดียวกัน ออกซิเจนก็เป็นตัวช่วยในเรื่องการขจัดของเสียออกจากร่างกายผ่านกระบวนการ เผาผลาญอาหาร ดังนั้นหากเซลล์เม็ดเลือดแดงในร่างกายของเรามีออกซิเจนอยู่พอเพียง ก็จะทำให้อวัยวะต่างๆทำงานได้อย่างมีประสิทธิผล และ ยังช่วยเร่งการขจัดของเสียออกจากร่างกายอีกทางหนึ่งด้วย ในขณะที่หากร่างกายได้รับออกซิเจนไม่พอเพียง มักจะก่อให้เกิดปัญหาด้านสุขภาพตามมา หากคุณเคยมีอาการเหล่านี้ นั่นคือข้อสังเกตได้ว่าร่างกายคุณได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอ 

  • นอนไม่หลับ
  • ภูมิแพ้
  • เบื่ออาหาร
  • ปวดหลัง
  • นอนกรน
  • รู้สึกเครียด
  • รู้สึกกดดัน
  • เหนื่อยง่าย
  • ปวดคอ
  • เป็นหวัด/หวัดใหญ่ บ่อยๆ  ฯลฯ

    ออกซิเจนไม่สามารถแยกออกได้จากสิ่งมีชีวิตทุกชนิด มันมีความสำคัญสำหรับเซลล์สมองมากเป็นพิเศษ เพราะสภาวะการขาดออกซิเจนจะนำไปสู่ความเสียหายของ เส้นประสาทในสมอง “Cerebral nerves” เนื่องจากร่างกายไม่สามารถจะกักเก็บออกซิเจนไว้ได้ ดังนั้นการได้รับออกซิเจนที่พอเพียงจะทำได้โดยการหายใจที่ไม่ติดขัด สภาวะการขาดออกซิเจนเป็นสาเหตุของโรคร้ายนาๆชนิด
           สิ่งที่ก่อให้เกิดความเจ็บป่วย – สภาวะการขาดออกซิเจน
    เราน่าจะสามารถสรุปได้จากการสังเกตการณ์ การทดสอบที่กระทำโดยหน่วยงานด้านการแพทย์หลายแห่งว่า สาเหตุของการเกิดโรคหลายโรคเกิดมาจากการขาดแคลนออกซิเจนนั่นเอง การค้นพบออกซิเจนเกิดขึ้นราวปี ค.ศ.1774 โดยก่อนหน้านั้นผู้คนพากันเข้าใจว่ามีบางสิ่งในอากาศ ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับการหายใจ ออกซิเจนทำให้ร่างกาย และจิตใจของคนเป็นปกติ สมองปลดโปร่ง และทำให้เราห่างไกลจากแพทย์
           ออกซิเจน – มีความเกี่ยวข้องกับชีวิตมากกว่าเป็นเพียงลมหายใจเท่านั้น
    ในจำนวนโรคร้ายหลายๆโรค เราพบว่าเกิดจากภาวะที่ร่างกาย หรือเนื้อเยื่อต่างๆได้รับออกซิเจนในระดับต่ำ Dr. Stephea Levine หมอผู้เป็นนักชีววิทยาผู้เชี่ยวชาญด้านโมเลกุลกล่าวไว้ว่าการที่เนื้อเยื้อได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอนั้น เป็นสาเหตุสำคัญของการเจ็บป่วยในลักษณะที่มีการเปลี่ยนแปลงของเซลล์เนื้อเยื่อชนิดหนึ่งไปเป็นเนื้อเยื่อชนิดอื่น หรือการกลายเซลล์ไปเป็นเนื้อร้าย
    Dr. Inoue, Dr. Warberg (Nobel Price Winner) และ Dr.Odeuall กล่าวไว้ว่า พวกเขาเชื่อว่าสภาวะการขาดออกซิเจน เป็นสาเหตุของโรคหลายโรค รวมถึงมะเร็ง
          อ้างอิงจาก
    www.google.com
    www.chi-exercise.com

การแพทย์ทางเลือก



การแพทย์ทางเลือก

 article
ความเป็นมาของการแพทย์ทางเลือก
  1. การแพทย์ทางเลือกได้รับการยอมรับและนิยมจากโลก 
    องค์การอนามัยโลกแห่งสหประชาชาติมีการค้นพบเมื่อปี ค.ศ. 1962 ว่าโรคชนิดต่างๆของมนุษย์โดยเฉพาะโรคกล้ามเนื้อเจ็บปวด โรคประสาท และโรคข้อกระดูก หากรักษาด้วยยาหรือการผ่าตัด จะไม่สามารถทำให้อาการหายโดยสิ้นเชิง จึงตั้งหัวข้อการวิจัยเพื่อรวบรวมและคัดเลือกวิธีการรักษาที่ดี ซึ่งก็ได้พบวิธีประเภทที่ไม่อาศัยการทานยา แล้วก็ตั้งชื่อให้การแพทย์ชนิดนี้ว่าการแพทย์ทางเลือก

     
  2. นิยามของการแพทย์ทางเลือก 

    อะไรคือการแพทย์ทางเลือก ขอบเขตของการแพทย์ชนิดนี้คือวิธีรักษาโรคที่ไม่อาศัยการทานยา การผ่าตัดหรือวิธีอื่นๆที่ใช้ในการแพทย์แผนปัจจุบัน ซึ่งสามารถบรรเทาอาการและรักษาโรคให้หายได้ 

     
  3. โครงการการแพทย์ทางเลือก

    การแพทย์ทางเลือกมีเนื้อหาอะไรบ้าง ? 

    โครงการนี้มีองค์ประกอบหลายอย่าง ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไม่ขาดสายและแตกต่างไปตามวัฒนธรรมของแต่ละประเทศ หากหยิบยกรายการที่พบบ่อยและได้รับความนิยมมาเป็นตัวอย่าง ก็จะมีวิธีต่างๆนานา เช่น ฝังเข็ม จัดกระดูกสันหลัง จับจุดประสาท นวดแผนโบราณ Oxygen Spa รักษาด้วยความร้อนหรือความเย็น ฝึกวิชาชี่กง ฝึกมวยจีน และ นั่งสมาธิเป็นต้น พร้อมกับการบำรุงด้วยเครื่องมือทางฟิสิกส์ เพื่อพัฒนาความสามารถการเคลื่อนไหวของทุกส่วนของร่างกาย จนกระทั่งเสริมสร้างการทำงานของเซลล์ การแพทย์ประเภทนี้หากนำไปใช้คู่กับพลังความร้อนหรือพลังแสง ก็จะเป็นประโยชน์ในการผ่อนคลายความตึงเครียดของระบบประสาท เพิ่มความยืดหยุ่นของระบบกล้ามเนื้อ และการแก้ความเจ็บปวด 

    สำหรับในประเทศไทย แนวความคิดในการสนับสนุนการแพทย์ทางเลือกมีการพัฒนาและดูแลโดยหน่วยงานของกระทรวงสาธารณสุข กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก

     
  4. อะไรคือกระบวนการเสริมสร้างความเป็นเทคโนโลยีแก่การแพทย์ทางเลือก กระบวนการนี้เป็นการประยุกต์ใช้ในการประดิษฐ์เครื่องอุปกรณ์การรักษาโรค ซึ่งเป็นกระบวนการที่เพิ่มความสะดวก ขอบข่ายและประสิทธิภาพของการรักษา และเป็นการสร้างแหล่งพลังงานที่ไม่มีขีดจำกัด ซึ่งได้รับการขนานนามว่าการแพทย์ทางเลือก

     
การแพทย์ทางเลือกมีประโยชน์ต่อมนุษยชาติจริงหรือ 

ประโยชน์ที่การแพทย์ทางเลือกสร้างขึ้นแก่โลก

ประโยชน์ที่การแพทย์ทางเลือกสร้างขึ้นให้แก่โลกมนุษย์ ก็คือได้เสนอวิธีการรักษาที่ใช้ได้อย่างกว้างขวาง ซึ่งเป็นวิธีที่รักษาด้วยพลังผสมหลายชนิดและอาศัยปฏิกิริยาของอวัยวะร่างกาย เซลล์ ตลอดจนกระทั่งยีนของมนุษย์ โดยสร้างการรักษาดังกล่าวไว้อยู่บนพื้นฐานของเครื่องอุปกรณ์ที่มีความละเอียดอ่อน การรักษาด้วยวิธีนี้เป็นการควบคุมไม่ให้เชื้อโรคเกิดการกระจายและเปลี่ยนแปลงทางเคมี จนกว่าการทำงานของอวัยวะร่างกายคืนสู่สภาพเดิม 

ดังนั้น ความสำคัญของการแพทย์ทดแทนเหล่านี้ จึงเท่ากับการกินอาหารในชีวิตประจำวัน คาดกันว่า ในอนาคตอันใกล้ อุปกรณ์การแพทย์ทดแทนจะมีอยู่ทั่วไปในครัวเรือนเช่นเดียวกับกล่องการแพทย์ฉุกเฉินในศตวรรษที่ผ่านมา

ในการใช้ชีวิตแต่ละวันของเรา หลีกไม่ได้ที่ต้องเจ็บไข้ได้ป่วยโดยการคุกคามของเชื้อโรค อย่างเช่นปวดหัว เจ็บกระเพาะ การย่อยอาหารไม่ปกติ เป็นหวัด ท้องเสีย นอนไม่หลับ และปวดกล้ามเนื้อเป็นต้น หากที่บ้านมีอุปกรณ์รักษาด้วยการแพทย์ทางเลือก ก็จะสามารถใช้งานได้ทันที โดยไม่ต้องไปลำบากกับการเดินทางหาหมอเลย
ความจำเป็นของการแพทย์ทางเลือก
  1. พัฒนาการของเทคโนโลยีอุสาหกรรมและเกษตรกรรม ก่อให้เกิดมลภาวะ เป็นเหตุให้ร่างกายของเราเจ็บป่วย แต่โรคเรื้อรังเหล่านี้ยากที่จะรักษาหายได้ด้วยยาแผนปัจจุบัน หากไม่มีการแพทย์ทางเลือกมาใช้ในการรักษาควบคู่กันไป
  2. ความเครียดในการทำงานหรือการแข่งขันในสังคม ทำให้มีอาการต่างๆที่การแพทย์ทั่วไปไม่สามารถสังเกตเห็นหรือไม่สามารถรักษาได้ แต่การแพทย์ทางเลือกกลับมีบทบาทสำคัญในกรณีดังกล่าว
  3. ยาทุกชนิด ไม่ว่าเป็นยาแผนโบราณสมุนไพร หรือยาแผนปัจจุบันของโลกตะวันตก เมื่อใช้รักษาเป็นเวลานานก็จะหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องเผชิญกับผลข้างเคียงไม่มากก็น้อย แต่ก็เป็นโอกาสของการแพทย์ทางเลือกที่ได้แสดงศักยภาพในการรักษาอย่างไร้ผลทางลบ
  4. สำหรับโรคเรื้อรัง การรักษาด้วยยาบางทีก็แค่เพื่อยืดเวลาชีวิตหรือผ่อนคลายความเจ็บปวดอย่างชั่วคราวเท่านั้น โดยเชิงลึกแล้วอาจจะเป็นการให้เวลาเชื้อโรคในการระบาดอย่างช้าๆ แต่ไม่อาจจะรักษาโรคได้จากต้นเหตุเลย (อย่างเช่นโรคความดันสูง โรคเบาหวาน โรคนอนไม่หลับ โรคหายใจเฉียบพลัน และอาการปวดหัวเป็นต้น) และการใช้เป็นเวลานานยังทำให้เกิดดื้อยา ในแง่นี้การแพทย์ทางเลือกก็จะมีส่วนช่วยในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว
  5. ที่ไม่เหมือนกับการแพทย์ทั่วไปก็คือ การแพทย์ทางเลือกไม่จำเป็นต้องมีผู้เชี่ยวชาญมารักษา และไม่ต้องมีค่าใช้จ่ายที่สูงมาก แต่อาศัยเครื่องมืออุปกรณ์ที่ปฏิบัติใช้อย่างง่ายดาย
  6. หากครอบครัวไหนมีผู้ป่วย ก็ต้องเป็นการเพิ่มภาระแก่ครอบครัวนั้นไม่ว่าจะเป็นทางการงานหรือความรู้สึกก็ตาม แต่ความประหยัดและความง่ายในการรักษาด้วยการแพทย์ทางเลือกสามารถแบ่งเบาภาระของครอบครัวได้
  7. ความเป็นธรรมชาติของมนุษย์ต้องการมีวิธีรักษาโรคที่เป็นธรรมชาติเช่นกัน หากรักษาได้โดยไม่ต้องอาศัยการทานยาหรือฉีดยา ก็จะเป็นทางออกที่ดีที่สุด
  8. การรักษาด้วยวิธีทางฟิสิกส์แทนที่จะเป็นวิธีเคมีก็เป็นแนวทางการพัฒนาและเป็นความฝันของมนุษย์เช่นกัน
  9. การรักษาด้วยตัวเองเป็นข้อได้เปรียบอีกข้อหนึ่งของการแพทย์ทางเลือก เพราะผู้ป่วยเองจะมีโอกาสทำความเข้าใจกับต้นสายปลายเหตุของโรคโดยตรง รับรู้สถานการณ์ของการรักษา และสามารถปรับปรุงการรักษาจากประสบการณ์ของตนเอง ซึ่งดีกว่าและมีประสิทธิภาพสูงกว่าการรักษาด้วยคนอื่น จากเหตุผลดังกล่าว เรามองเห็นความกว้างขวาง ความจำเป็นและความง่ายของการใช้ประโยชน์การแพทย์ทางเลือก และอุปกรณ์การแพทย์ประเภทนี้จะกลายเป็นของประจำบ้านที่ขาดไม่ได้     อ้างอิงจากwww.google.com,www.chi-exercise.com

วันอาทิตย์ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

อยากมีสุขภาพดีมาทางนี้

การดูแลสุขภาพตนเอง
 
                โดยธรรมชาติของมนุษย์ เมื่อเกิดปัญหาต่างๆ ขึ้น ในชีวิต ก็จะพยายามหาทางแก้ปัญหาด้วยตัวเอง เป็นอันดับแรก เมื่อรู้ว่า ไม่สามารถแก้ปัญหาได้เอง ก็จะแสวงหาความช่วยเหลือจากผู้อื่น
                ในเรื่องความเจ็บป่วย หรือปัญหาสุขภาพก็เช่นเดียวกัน ทุกคนต้องการที่จะดูแลตนเอง ให้มีสุขภาพดีอยู่เสมอ ดังนั้น กล่าวได้ว่า "การดูแลสุขภาพตนเอง เป็นกิจกรรมที่บุคคลแต่ละคนปฏิบัติ และยึดเป็นแบบแผนในการปฏิบัติ เพื่อให้มีสุขภาพดี" อาจแบ่งขอบเขตการดูแลสุขภาพตนเอง เป็น 2 ลักษณะคือ
 

การดูแลสุขภาพตนเองในสภาวะปกติ
                 เป็นการดูแลสุขภาพตนเอง และสมาชิกในครอบครัว ให้มีสุขภาพแข็งแรง สมบูรณ์อยู่เสมอ ได้แก่

  • การดูแลส่งเสริมสุขภาพ เพื่อให้สุขภาพแข็งแรง สามารถดำเนินชีวิตได้อย่างปกติสุข เช่น การออกกำลังกาย การสร้างสุขวิทยาส่วนบุคคลที่ดี ไม่ดื่มสุรา ไม่สูบบุหรี่ หลีกเลี่ยงจากสิ่งที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ
  • การป้องกันโรค เพื่อไม่ให้เจ็บป่วยเป็นโรค เช่น การไปรับภูมิคุ้มกันโรคต่างๆ การไปตรวจสุขภาพ การป้องกันตนเองไม่ให้ติดโรค
การดูแลสุขภาพตนเองเมื่อเจ็บป่วย
           
ได้แก่ การขอคำแนะนำ แสวงหาวามรู้จากผู้รู้ เช่น อาสาสมัครสาธารณสุขต่างๆ ในชุมชน บุคลากรสาธารณสุข เพื่อให้ได้แนวทางปฏิบัติ หรือการรักษาเบื้องต้นให้หาย จากความเจ็บป่วย ประเมินตนเองได้ว่า เมื่อไรควรไปพบแพทย์ เพื่อรักษาก่อนที่จะเจ็บป่วยรุนแรง และปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ หรือบุคลากรสาธารณสุข เพื่อบรรเทาความเจ็บป่วย และมีสุขภาพดีดังเดิม
            การที่ประชาชนทั่วไปสามารถดูแลสุขภาพตนเองได้นั้น จำเป็นต้องมีความรู้ ึความเข้าใจในเรื่อง การดูแลสุขภาพ ตั้งแต่ยังไม่เจ็บป่วย เพื่อบำรุงรักษาตนเอง ให้สมบูรณ์แข็งแรง รู้จักที่จะป้องกันตัวเอง มิให้เกิดโรค และเมื่อเจ็บป่วยก็รู้วิธีที่จะรักษาตัวเอง เบื้องต้นจนหายเป็นปกติ หรือรู้ว่า เมื่อไรต้องไปพบแพทย์ หรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุข

อ้างอิงจาก http://www.google.com/

                                    
                         

การปฏิบัติตนเพื่อสุขภาพร่างกายที่ดี


 การปฏิบัติตนในชีวิตประจำวันเพื่อสุขภาพร่างกายที่ดี
สุขภาพของคนเราจะดีหรือเสื่อมนั้น ขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์แข็งแรง ของอวัยวะต่างๆ เช่น ผิวหนัง ตา หู จมูก และฟัน ซึ่งเป็นอวัยวะภายนอกร่างกาย ที่เราควรดูแลรักษาให้อยู่ในสภาพที่ดี และแข็งแรง เพราะถ้าเสื่อมโทรม หรือผิดปกติ จะส่งผลกระทบต่ออวัยวะส่วนอื่นๆ ได้ ดังนั้น เราต้องระวังรักษาส่วนต่างๆ ของร่างกายให้สะอาด ตลอดจนการออกกำลังกาย และการพักผ่อน เพื่อทำให้ร่างกายมีความสมบูรณ์ แข็งแรง และมีผลทำให้จิตใจเบิกบาน แจ่มใส สามารถดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้ อย่างมีความสุข
                 การดูแลสุขภาพตนเอง ให้มีสุขภาพสมบูรณ์ และแข็งแรงอยู่เสมอ จะต้องปฏิบัติกิจกรรม ในด้านการส่งเสริมสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ ในชีวิตประจำวัน โดยยึดหลักสุขบัญญัติ 10 ประการ และสำรวจสุขภาพตนเอง ดังนี้
 
1. ดูแลรักษาร่างกาย และของใช้ให้สะอาดอาบน้ำทุกวัน อย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง
               การอาบน้ำให้สะอาด จะต้องใช้สบู่ฟอกทุกส่วนของร่างกายให้ทั่ว และมีการขัดถูขี้ไคล บริเวณลำคอ รักแร้ แขนขา ง่ามนิ้วมือ ง่ามนิ้วเท้า ขาหนีบ โดยเฉพาะอวัยวะเพศ ต้องรักษาความสะอาดเป็นพิเศษ หลังจากนั้นล้างด้วยน้ำ และเช็ดตัวให้แห้ง ด้วยผ้าที่สะอาด จะช่วยให้ร่างกายสะอาด และสดชื่น

สระผม อย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 ครั้ง
              การสระผมช่วยให้ผสม และหนังศีรษะสะอาด ไม่สกปรก หรือมีกลิ่นเหม็น โยใช้สบู่ หรือแชมพูสระผมจนสะอาด แล้วเช็ดผมให้แห้ง หร้อมทั้งหวีผมให้เรียบร้อย การหมั่นหวีผม จะช่วยนวดศีรษะให้เลือดมาเลี้ยงศีรษะมากขึ้น และต้องล้างหวี หรือแปรงให้สะอาดเสมอ การไม่สระผม หรือสระผมไม่สะอาด ทำให้เป็นชันนะตุ รังแค และเกิดอาการคัน เกิดโรคผิวหนัง และเชื้อราบนหนังศีรษะ ทำให้เกิดผมร่วง และเสียบุคลิกภาพ

การรักษาอนามัยของดวงตา
             ดวงตาเป็นอวัยวะสำคัญ เราควรหวงแหน และให้ความเอาใจใส่ ควรปฏิบัติดังนี้
             -  อ่าน หรือเขียนหนังสือในระยะห่างประมาณ 1 ฟุต โดยมีแสงสว่างเพียงพอ แสงเข้าทางด้านซ้าย หรือตรงข้ามกับมือที่ถนัด หากรู้สึกเพลียสายตา ควรพักผ่อนสายตา โดยการหลับตา หรือมองไปไกลๆ ชั่วครู่
             -  ดูโทรทัศน์ในระยะห่างอย่างน้อย 1 เมตรครึ่ง
             -  บำรุงสายตาด้วยการรับประทานอาหารที่มีคุณค่า เช่น มะละกอสุก ฟักทอง และผักบุ้ง เป็นต้น
             -  ใส่แว่นกันแดด ถ้าจำเป็นต้องมองในที่ๆ มีแสงสว่างมากเกินไป
             -  ตรวจสายตาอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง โดยแผ่นทดสอบสายตา (E-Chart) ถ้าสายตาผิดปกติ ให้พบจักษุแพทย์ เพื่อตรวจสอบ และประกอบแว่นสายตา

การรักษาอนามัยของหู
           หูเป็นอวัยวะที่สำคัญอย่างหนึ่งของร่างกาย ที่จะต้องเอาใจใส่ดูแลให้ถูกต้อง ดังนี้
           -  เช็ด บริเวณใบหู และรูหู เท่าที่นิ้วจะเข้าไปได้ ห้ามใช้ของแข็งแคะเขี่ยใบหู รูหู
           -  คนที่มีประวัติว่า มีการอักเสบของหู ต้องระวังไม่ให้น้ำเข้าหูเด็ดขาด
           -  หากมีน้ำเข้าหู ให้เอียงหูข้างนั้นลง น้ำจะค่อยๆ ไหลออกมาได้เอง หรือใช้ไม้พันสำลีเช็ดบริเวณช่องหูด้านนอก
           -  ถ้าเป็นหวัด ไม่ควรสั่งน้ำมูกแรงๆ เพราะจะทำให้เชื้อโรคจากจมูก หรือคอ ถูกดันเข้าไปในหูชั้นกลาง ทำให้เกิดการติดเชื้อ และเกิดเป็นโรคหูน้ำหนวก
           -  เมื่อมีแมลงเข้าหู อย่าพยายามแคะ ให้ใช้น้ำมันมะกอก หรือน้ำมันพืช หยอดหูทิ้งไว้ชั่วขณะ แมลงจะเคลื่อนไหวไม่ได้ และตายในที่สุด ควรพบแพทย์เพื่อเอาแมลงออก
           -  หลีกเลี่ยงจากการถูกกระทบกระแทกหูโดยแรง หรือการตบหู เพราะจะทำให้แก้วหู และกระดูกภายในหูหลุด เกิดการสูญเสียการได้ยินตามมา รวมทั้งการหลีเลี่ยงเสียงอึกทึก และเสียงดังมากๆ อาจทำให้หูพิการได้
           -  ต้องรู้จักสังเกตอาการผิดปกติของหู และการได้ยินอยู่เสมอ หากมีอาการผิดปกติ เช่น รู้สึกปวดหู เจ็บหู คันหู หูอื้อ มีน้ำหรือหนองไหลจากหู เวียนศีรษะ มีเสียงดังรบกวนในหู การได้ยินเสียงน้อยลง หรือได้ยินไม่ชัด ต้องรีบไปพบแพทย์เฉพาะทาง หู คอ จมูก ทันที

การรักษาอนามัยของจมูก ข้อควรปฏิบัติดังนี้
            -  ไม่ถอนขนจมูก เพราะจะทำให้จมูกอักเสบได้
            -  ถ้าเป็นหวัดเรื้อรัง หรือมีเลือดกำเดาออกบ่อยๆ ต้องพบแพทย์เพื่อตรวจรักษา
            -  ห้ามใส่เมล็ดผลไม้ หรือสิ่งแปลกปลอมอื่นเข้าไปในรูจมูก
            -  การไอหรือจาม ต้องใช้ผ้าเช็ดหน้าปิดปาก จมูก เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโรคในอาการ เป็นผลให้ผู้อื่นติดโรคได้
            -  ต้องสั่งน้ำมูก ใส่ในผ้า หรือกระดาษเช็ดหน้าที่สะอาด

ตัดเล็บมือเล็บเท้าให้สั้นอยู่เสมอ
             มือและเท้าเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายที่สำคัญ ต้องมีการดูแลรักษา ไม่ปล่อยให้เล็บมือเล็บเท้ายาว การปล่อยให้เล็บยาว โดยไม่ดูแลความสะอาด จะทำให้เชื้อโรคที่สะสมอยู่ตามซอกเล็บ ติดไปกับอาหาร เป็นการนำเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายทาปากโดยตรง ทำให้เกิดโรคอุจจาระร่วง ก่อน และหลังรับประทานอาหาร และหลังจากเข้าส้วมแล้ว ต้องล้างมือด้วยสบู่ให้สะอาดทุกครั้ง และต้องสวมรองเท้าเมื่อออกจากบ้าน

ถ่ายอุจจาระเป็นเวลาทุกวัน
              ควรฝึกขับถ่ายอุจจาระให้เป็นเวลาทุกวัน ในตอนเช้า อย่าให้ท้องผูกบ่อยๆ เพราะจะทำให้เกิดโรคริดสีดวงทวาร และเป็นมะเร็งในลำไส้ใหญ่ได้

ใส่เสื้อผ้าที่สะอาด ไม่อับชื้น และให้ความอบอุ่นเพียงพอ
              การรักษาความสะอาดของเสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่ม และเครื่องนอนเป็นิส่งสำคัญ เสื้อผ้าที่ใช้แล้วทิ้ง ชั้นนอกและชั้นใน ต้องมีการทำความสะอาดด้วยสบู่ หรือผงซักฟอกทุกครั้ง นำไปผึ่งหรือตากแดดให้แห้ง ประการสำคัญ การสวมเสื้อผ้า ต้อใช้ให้เหมาะสมกับสภาพอากาศ ไม่ใส่เสื้อผ้าซ้ำๆ หรือซักไม่สะอาด อับชื้น เพราะจะทำให้เกิดโรคผิวหนังได
 
2. รักษาฟันให้แข็งแรง และแปรงฟันทุกวันอย่างถูกต้อง
                       
แปรงฟันอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง หลีกเลี่ยงขนมหวาน เช่น ลูกอม แปรงฟัน หรือบ้วนปากหลังรับประทานอาหาร ไม่ใช้ฟันขบเคี้ยวของแข็ง
                                                   

                      
3. ล้างมือให้สะอาดก่อนรับประทานอาหาร และหลังการขับถ่าย
                       
ควรล้างมือให้สะอาดทุกครั้ง ก่อนและหลังการปรุงอาหาร รวมทั้งก่อนรับประทานอาหาร และหลังการขับถ่าย เป็นการป้องกันการแพร่เชื้อ และติดเชื้อโรคได้ ควรล้างมือให้ถูกวิธี ดังนี้
                        -  ให้มือเปียกน้ำ ฟอกสบู่ ถูให้ทั่วฝ่ามือ ด้านหน้า และด้านหลังมือ
                        -  ถูตามง่ามนิ้วมือ และซอกเล็บให้ทั่ว เพื่อให้สิ่งสกปรกหลุดออกไป พร้อมทั้งถูกข้อมือ                         - ล้างน้ำให้สะอาด แล้วเฃ็ดมือให้แห้งด้วยผ้าที่สะอาด

 4. รับประทานอาหารสุก สะอาด ปราศจากสารอันตราย และหลีกเลี่ยงอาหารรสจัด สีฉูดฉาด
                       -  
เลือกซื้ออาหารสด สะอาด ปลอดสารพิษ โดยคำนึงถึงหลัก 3 ป. คือ ประโยชน์ ปลอดภัย ประหยัด
                       - ปรุงอาหารที่ถูกสุขลักษณะ และใช้เครื่องปรุงรสที่ถูกต้อง โดยคำนึงถึงหลัก 3 ส. คือ สงวนคุณค่า สุกเสมอ สะอาดปลอดภัย
                       -  รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย
                       -  รับประทานอาหารปรุงสักใหม่ และใช้ช้อนกลางในการรับประทานอาหารร่วมกัน
                       -  หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารสุกๆ ดิบๆ อาหารรสจัด อาหารใส่สีฉูดฉาด
                       -  ดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อยวันละ 8 แก้ว
5. งดบุหรี่ สุรา สารเสพย์ติด การพนัน และการสำส่อนทางเพศ
                      -  
ไม่เสพสารเสพย์ติดทุกชนิด เช่น บุหรี่ สุรา ยาบ้า กัญชา กาว ทินเนอร์
                      -  งดเล่นการพนันทุกชนิด
                      -  ไม่มั่วสุมทางเพศ



6. สร้างความสัมพันธ์ในครอบครัวให้อบอุ่น
                    -
ทุกคนในครอบครัวช่วยกันทำงานบ้าน
                    - มีการปรึกษาหารือ และแสดงความคิดเห็นร่วมกัน
                    - การเผื่อแผ่น้ำใจซึ่งกันและกัน
                    - การทำบุญ และได้ทำกิจกรรมสนุกสนานร่วมกัน

 
7. ป้องกันอุบัติเหตุด้วยความำม่ประมาท
                     -
ดูแล ตรวจสอบ และระมัดระวังอุปกรณ์เครื่องใช้ภายในบ้าน เช่น ไฟฟ้า เตาแก๊ส ของมีคม ธูปเทียนที่จุดบูชาพระ และไม้ขีดไฟ
                     - ระมัดระวังเพื่อป้องกันอุบัติภัยในที่สาธารณะ เช่น การใช้ถนน โรงฝึกงาน สถานที่ก่อสร้าง และชุมชนแออัด เป็นต้น

8. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และตรวจสุขภาพประจำปี
                      
การออกกำลังกายช่วยให้ร่างกายแข็งแรง เจริญเติบโตสมวัย กระตุ้นให้กระดูกยาวขึ้น และเข็งแรงขึ้น ทำให้สูงสง่า บุคลิกดี และยังช่วยผ่อนคลายความเครียด จากการทำงาน ตลอดจนเพิ่มภูมิต้านทานแก่ร่างกาย โดย
                     -  ออกกำลังกายอย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 วัน ครั้งละ 20-30 นาที
                     -  ออกกำลังกาย และเล่นกีฬาให้เหมาะสมกับสภาพร่างกาย และวัย
                     -  ตรวจสอบสุขภาพประจำปีอย่างน้อยปีละครั้ง


                                                             
9. ทำจิตใจให้ร่าเริงแจ่มใสอยู่เสมอ
                     -  
พักผ่อน และนอนหลับให้เพียงพอ
                     -  จัดสิ่งแวดล้อมทั้งในบ้าน และนอกบ้านให้น่าอยู่
                     -  มองโลกในแง่ดี ให้อภัย และยอมรับข้อบกพร่องของคนอื่น
                     -  เมื่อมีปัญหาไม่สบายใจ ควรหาทางผ่อนคลาย ในทางที่ถูกต้องเหมาะสม
 
10. มีสำนึกต่อส่วนรวม ร่วมสร้างสรรค์สังคม
                      
ใช้ทรัพยากร เช่น น้ำ ไฟ อย่างประหยัด หลีกเลี่ยงการใช้วัสดุ อุปกรณ์ที่ก่อให้เกิดพิษต่อสิ่งแวดล้อม เช่น ถุงพลาสติก โฟม ตลอดจนการร่วมมือกัน รักษาความสะอาด และเป็นระเบียบของสถานที่ทำงาน และที่พัก เป็นต้น

อ้างอิงจาก http://www.google.com/